สุภาพบุรุษชาวดิน

วศิน ศิริเสนี (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) เกิดมาในสกุลศิริเสนีซึ่งเป็นสกุลผู้ดีเก่าทางธุรกิจโรงแรมและอฆ่าิมทรัพย์ ที่ตกทอดมาหลายชั่วอายุคน ประมุขของสกุลคนปัจจุบันคือ คุณอมรา (ดวงใจ หทัยกาญจน์) มีลูกชายคนเดียวชื่อ สรวิชญ์ (เวนย์ ฟอลโคเนอร์) นักธุรกิจชายหนุ่มเนื้อหอม สรวิชญ์แต่งงานกับ สุดาวรรณ (ษรฉัตร สหัชธนชัย) หญิงสาวลูกเศรษฐี ด้วยเหตุผลเดียวคือความเหมาะสมทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่แต่งงานกันมานานหลายปีสุดาวรรณก็ไม่มีทีท่าว่าจะตั้งท้องสักที ทำให้อมราไม่พอใจลูกสะใภ้ที่คอยแต่จะผลาญเงินคนนี้มาก จึงคิดแผนยกเด็กสาวต้นห้องชื่อ วาด (ขวัญฤดี กลมกล่อม) ให้เป็นเมียอีกคนหนึ่งของสรวิชญ์

วาดเป็นผู้หญิงเรียบร้อย อ่อนหวานนุ่มนวล เอาใจเก่ง อดทน ด้วยความจำยอมกึ่งเต็มใจของวาดเอง ทำให้สุดาวรรณโกรธมาก ต้องการจะฟ้องหย่า แต่ก็ฉุกคิดได้ว่าเรื่องอะไรจะปล่อยให้วาดมีโอกาสเลื่อนฐานะขึ้นมาเป็นเมียเอก เพราะรู้ดีว่าคุณอมรารักวาดมาก ทั้งกิจการบ้านเรือนตลอดจนการเข้าสังคม คุณอมราก็ฝึกฝนไว้ทุกอย่าง สุดาวรรรณจึงใช้วิธีย้อนศรแม่สามีด้วยการพาหลานสาวตัวเองเผ่านาอยู่ในบ้าน และการณ์ก็เป็นไปดังคาดคือ พวงมณี (ชัชฎาภรณ์ ธนันทา) หลานของสุดาวรรณกลายเป็นเมียของสรวิชญ์อีกคน

ไม่นานสุดาวรรณก็ตั้งท้องลูกชายคนแรก คือ อติศักดิ์ หรือ อ้น (ภุชิสสะ ศุภธนพัฒน์) และบุตรสาวคนเล็กคือ อรศรี หรือ อ้อ (ณัฐชยกานต์ ปากหวาน) ส่วนวาดก็คลอดบุตรชายตามมา คุณอมราตั้งชื่อให้ว่า วศิน ขณะที่พวงมณีมีลูกชายคนเล็กให้สรวิชญ์อีกคนชื่อ อาร์ต (สมิตพงษ์ สกุลพงศ์ชัย) จากที่ลูกสะใภ้ไม่มีลูกให้ซะที จนใจร้อนยกเด็กในบ้านให้ลูกชาย แล้วโดนสะใภ้แก้เผ็ดไปเอาหลานสาวมาประเคนให้สามีอีก

หลังจากนั้นไม่นานคุณอมราก็ล้มเจ็บและเสียชีวิตลง เมื่อไม่มีคุณอมรา วาดกับวศินเหมือนเรือที่อยู่ท่ามกลางมรสุม เด็กชายวศินอายุเพียง 5 ขวบ จึงถูกกลั่นแกล้ง ถูกรังแกจากพวงมณี ที่ได้รับคำสั่งจากสุดาวรรณ และอติศักดิ์ พี่ชาย แต่ด้วยความรักและห่วงใยที่อมรามีต่อวาดและวศิน จึงได้ยกทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ให้วศิน โดยให้วาดเป็นผู้ดูแลมรดก ทำให้สุดาวรรณไม่พอใจ หาทางใส่ความว่าวาดวางยากล่อมประสาทอมรา วาดเสียใจที่สรวิชญ์ดูจะเชื่อคำยุยงของสุดาวรรณซะด้วย

บ้านหลังนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับคุณและลูกเสียแล้ว วาดจึงตัดสินใจไม่รับมรดกของอมราและพาวศินออกจากบ้านไป เมื่อวาดพาวศินที่ยังเด็กมาก ๆ ออกจากบ้านมา สองแม่ลูกก็ไม่มีที่ไปเดินโซซัดโซเซบนถนน จนถูกรถคันหนึ่งพุ่งเผ่านาเกือบชน ปรากฎว่าเป็นรถของ วรกิจ (ศุกล ศศิจุลกะ) เขาจึงรีบช่วยวาดและวศินทันที วาดขอร้องไม่ให้วรกิจบอกสรวิชญ์ วรกิจเห็นอกเห็นใจวาดจึงยอมช่วยเหลือวาด ด้วยการให้เช่าที่ขายสาคูไส้หมูในตลาด ชีวิตในตลาดสดของวศินจึงเริ่มขึ้น ณ บัดนั้น

วศินต้องปากกัดตีนถีบ แบกหาม เข็นผัก เป็นจับกังตั้งแต่ตัวยังสูงไม่เท่ารถเข็น ในขณะที่อ้น อ้อ และอาร์ต เติบโตอย่างสุขสบายบนกองเงินกองทอง วศินกับวาดต่อสู้ฟันฝ่าความลำบากมาด้วยกันจนเปลี่ยนรถเข็นให้แปลงเป็นร้านขายอาหารตามสั่งได้ในที่สุด วศินสอบติดหมอตามใจฝัน วันหนึ่ง วศินในฐานะแพทย์ปี 3 อยู่วอร์ดจนหิวมาก ลงมาสั่งข้าวผัดกะเพราที่โรงอาหาร แต่แล้วกลับถูกสาวบริหารปี 1 อย่าง ภัควดี (แซมมี่ เคาวเวลล์) มาแย่งจานไปต่อหน้าต่อตา ทั้งสองสมุทราะกันใหญ่โตเพราะผัดกะเพราจานเดียว จนไม่ชอบขี้หน้ากันตั้งแต่ตอนแรกพบ

ขณะที่สรวิชญ์คอยติดตามหาตัววาดและวศินมาตลอด แต่ถูกสุดาวรรณขัดขวาง วันหนึ่งวศินที่ต้องใช้ชีวิตในฐานะผู้เรียนทุนคณะแพทย์ที่ทำงานพาร์ตไทม์ไปด้วย โดยการเป็นเบลบอยที่โรงแรมของสรวิชญ์ โดยไม่รู้เลยว่าสรวิชญ์คือพ่อของเขา แต่วศินก็ไม่เคยได้เจอสรวิชญ์เลย จนกระทั่งคืนหนึ่งวศินช่วยปฐมพยาบาลแขกของสรวิชญ์ที่เป็นลมบ้าหมูได้ทันท่วงที สรวิชญ์รู้สึกถูกชะตากับวศินอย่างบอกไม่ถูก แต่การพบกันของวศินและสรวิชญ์ไม่อาจรอดพ้นสายตาสุดาวรรณไปได้ สุดาวรรณกลัวว่า วศินจะกลับมาทวงทุกอย่าง จึงสั่งให้ลูกน้องไปรังแกวศิน วศินถูกรุมรังควานแต่ก็ได้ยินคนร้ายพูดว่า สรวิชญ์คือพ่อบังเกิดเกล้าของเขา

วศินพาร่างที่สะบักสะบอมกลับไปที่บ้านด้วยความคาใจ คราวนี้เขาเอ่ยปากถามแม่เรื่องพ่ออีกที แต่ก็ได้คำตอบเหมือนเดิมกลับมาว่าพ่อเขาตายไปแล้ว วศินจึงได้แต่เก็บงำความสงสัย และตั้งอกตั้งใจจะสืบหาความจริง จนบุกไปที่บ้านวรกิจเพื่อให้หาคำตอบ แล้วได้เจอกับภัควดีอีกทีตรงนั้น เพราะภัควดีเป็นลูกของวรกิจนั่นเอง

แต่ในที่สุดวรกิจก็ไม่อาจปิดบังความจริงเรื่องพ่อของวศินได้ เพราะวศินไปพบสรวิชญ์ที่ประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บและได้ช่วยให้เลือดที่หายากแก่สรวิชญ์ วศินก็ได้คำตอบที่ค้างคาใจมานานจากเหตุการณ์นี้ วาดรู้เรื่องก็โรคหัวใจกำเริบ จนวศินต้องตกลงกับแม่ว่าจะไม่ติดต่อสรวิชญ์ และอยู่ด้วยกันเพียงลำพังเหมือนเดิม

แต่สรวิชญ์ก็อยากเจอลูก-เมียอยู่ดี เขาก็ยังคงตามหา ยังจ้างนักสืบจนพบที่อยู่ของวาดและไปหาจนได้ ขณะเดียวกันสุดาวรรณก็รู้เรื่อง จึงใช้โอกาสภายหลังที่สรวิชญ์กลับไปมาบีบบังคับให้วาดเซ็นยกหุ้นมรดกของอมราให้สรวิชญ์ วาดที่กำลังป่วยยอมเซ็นมอบมรดกให้ แล้วเกิดโรคหัวใจกำเริบแต่สุดาวรรณนี่ก็ไม่ยอมช่วย ปล่อยให้วาดตายไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่มีใครรู้

วศินกลับบ้านมาพบศพของแม่ตัวเอง วศินหัวใจจะสลาย วศินไปเปลี่ยนเป็นคนละคน จากที่เคยร่าเริงสดใส แปลงเป็นชายไร้อารมณ์ วิบากกรรมยังไม่จบเพียงเท่านี้ เมื่อเจ้าหนี้สั่งลูกน้องไปพังร้านอาหารตามสั่งของวศินจนข้าวของเสียหาย จนต้องตัดสินใจปิดร้าน และพา แตน (วริศรา อาจมนตรี) เด็กที่วาดรับมาทำงาน หนีเจ้าหนี้หัวซุกหัวซุนจนแทบจะเข้าไปยุ่งกับสิ่งผิดกฎหมาย แต่ภัควดีมาช่วยไว้ทัน จนวศินตกหลุมรักภัควดี แต่เขากลับรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรกับคุณ

เส้นทางลูกผู้ชายของวศินยังแค่เริ่มเพียงแค่นั้นเขาต้องยอมกลับเข้าไปอยู่ในบ้านของสรวิชญ์เพื่อให้ช่วยเหลือแตนที่โดนรังแก ต้องกลับไปพบกับความเกลียดชังจากคนไม่ใช่น้อยในบ้าน โดยเฉพาะสุดาวรรณ จนเกิดวามรู้ความเข้าใจผิดคิดว่าสรวิชญ์ทำให้แม่ต้องตาย จนหนีออกจากบ้านอีกรอบ และกลับมาในอีก 10 ปีให้หลังในฐานะ พ่อเลี้ยงชัชชน นักธุรกิจจากทางเหนือที่เผ่านาช้อนซื้อหุ้นใหญ่จำนวนหนึ่งจากบริษัทของสรวิชญ์

เจจุงวอน ตำนานแพทย์แห่งโชซอน ตอนที่ 26

“ผอ. ท่านไหวรึเปล่าครับ” ฮวางจองถามอย่างเป็นห่วง

“ขอโทษที ผมไม่เป็นไรครับ” เฮรอนบอก แต่ดูจะฝืนสังขารไม่ไหว 

“แบบงี้คงไม่ไหวแน่ ต้องเลื่อนการผ่าตัดออกไป” โดยังเห็นอาการของหมอเฮรอนก็เป็นห่วงอย่างมาก

“จะเลื่อนไม่ได้ ท่อปัสสาวะของผู้ป่วยอาจอุดตัน” เฮรอนรีบบอก

ฮวางจองเห็นด้วยกับเฮรอน “ถ้าท่อปัสสาวะเกิดถูกอุดตัน จะเกิดอาการที่ของเสียไปคั่งอยู่ในไต เชื้อโรคก็จะไปสู่กระแสเลือด”

“แต่ตอนนี้ ร่างกายของท่านผอ. ไม่มีทางผ่าตัดได้แน่ๆ”

ฮวางจองครุ่นคิดก่อนเสนอ “ท่านผอ. ท่านคอยช่วยบอกอยู่ข้าง ๆ แล้วพวกข้าจะช่วยกันผ่าตัดเอง ถ้ามีท่านคอยบอกอยู่ข้าง ๆ พวกข้าน่าจะพอผ่าตัดได้แน่”

เฮรอนคิดตามที่ฮวางจองเสนอ ก่อนจะตกลงโดยให้นังนังเอาเก้าอี้มาให้เขานั่งใกล้ ๆ เพื่อให้กำกับการผ่าตัด โดยให้ฮวางจองและโดยังช่วยกันผ่าตัดตามที่เขาบอก หลังจากจัดแจงเครื่องไม้เครื่องมือเสร็จก็เริ่มผ่าตัดทันที

“เครื่องถ่าง”

“แหวกออก ตรงลำไส้ แล้วควานหาท่อปัสสาวะ”

“หาเจอแล้วครับ” โดยังขานรับ

“ค่อย ๆ คลำ จากต้นท่อปัสสาวะไปจนถึงส่วนปลายของท่อ แล้วคุณจะพบตำแหน่งที่มีก้อนนิ่วอุดตันอยู่”

“คลำพบแล้วครับ”

“นักศึกษาฮวาง คุณก็ลองคลำดูด้วย”

“ครับ พบแล้วครับ”

“ดีมาก แค่ก” เฮรอนไอบางส่วน ก่อนจะพูดต่อ แม้ร่างกายจะดูอ่อนเพลียมากก็ตาม “จากนี้ ให้พวกคุณ ผ่าเอาก้อนนิ่ว ออกมาจากท่อปัสสาวะของคนไข้ ขั้นตอนต่อไป นักศึกษาฮวางผ่า”

“ครับ” ฮวางจองทำตามอย่างเคร่งครัด

“ตอนนี้เท่ากับพวกคุณสองคนได้เรียนรู้วิธีผ่าตัดก้อนนิ่วในไตแล้ว”

“มีด” ฮวางจองบอก โดยังส่งมืดให้ “ออกมาแล้วครับ”

“เอาล่ะ จากนี้เย็บปิดแผลที่ท่อปัสสาวะ รวมทั้งปิดแผล”

“ฮวางจอง ช่วยจัดการส่วนที่เหลือที ข้าจะพาท่าน ผอ.ไปที่ห้องพักก่อน” โดยังบอก

“งั้นก็ฝากท่าน ผอ.ด้วยนะ”

ฮวางจองหันไปเย็บแผลต่อ ขณะที่โดยังประคองเฮรอนออกไปจากห้อง

โดยังประคองหมอเฮรอนมาที่ห้องพัก มียองเดินเผ่านาเพื่อให้ดูแล

“เดี๋ยวก่อน เจ้าไปที่ห้องครัว แล้วเอาน้ำแกงไชเท้าร้อน ๆ มาถ้วยนึงดีมากยิ่งกว่า” โดยังบอก

“ค่ะ ท่านกินน้ำแกงนี้ให้หมดถ้วยนะ จะเพิ่มโปรไบโอติกในลำไส้ของคุณ”

เฮรอนยิ้ม “มียอง คุณเรียนมาเยอะเหมือนกันนะ”

“ไม่หรอกค่ะ” มียองยิ้มตอบ

“ท่าน ผอ. ท่านไม่ควรฝืนเกินไปนะ” โดยังพูดขึ้น เมื่อเห็นอาการเฮรอนไม่ค่อยสู้ดีนัก

หลังจากผ่าตัดเสร็จ ฮวางจองก็ออกมาพัก

“ภาพที่ได้เห็นนักศึกษาเบ๊กกับนักศึกษาฮวางร่วมผ่าตัดพร้อมกัน ดูดีมากเลยนะคะ” นังนังเอ่ยชม

“อย่างนั้นเหรอ?”

“ค่ะ ท่านพึ่งจัดการเรื่องศพของพ่อเสร็จ น่าจะยังเหนื่อยอยู่มาก นึกไม่ถึงว่าจะผ่าตัดได้นิ่งมาก สมเป็นนักศึกษาฮวางจังเลย ภาพที่ตอนนั้นได้ทำปลา มานั่งกินข้าวด้วยกันที่บ้าน ข้ายังจำได้ไม่ลืมเลยค่ะ”

“ตอนยังมีชีวิตอยู่ พ่อก็ชอบกล่าวถึงอาหารมื้อนั้น” ฮวางจองหน้าสลดลงเมื่อนึกถึงพ่อ

“จริงเหรอคะ ท่านจึงควรไปอยู่ในที่ดีแน่ เข้มแข็งไว้นะคะ” นังนังให้กำลังใจ และหันไปหยิบก้อนนิ่วขึ้นมา 

“อ้อจริงสิ ก้อนหินก้อนนี้ เป็นหินประเภทพิเศษรึเปล่าคะ ได้ยินว่าในเครื่องสำอางก็มีส่วนผสมของหินอย่างงี้”

“ไม่ใช่หรอก นั่นเป็นก้อนนิ่วที่เกิดจากการสะสมตะกอนตอนที่ปัสสาวะน่ะ” ฮวางจองขำ ๆ

นังนังสะดุ้ง หน้าเจื่อน “หา ค่ะ ตอนแรกกะว่าจะล้างแล้วเอากลับบ้านหน่อย”

นังนังเดินออกไป ซ๊อกรันก็เดินเผ่านาทักทาย “ฮวางจอง ข้าได้ยินว่าท่านเพิ่งจะจะผ่าตัดเสร็จ ตอนนี้หิวรึเปล่าคะ?”

ฮวางจองเห็นซ๊อกรันก็นึกถึงคำพูดของพ่อ ที่ไม่ต้องการให้เขาคบหาใกล้ชิดกับซ๊อกรัน เขาจึงหาทางเลี่ยง “ข้าคงต้องไปเยี่ยมท่าน ผอ.ก่อน ท่านร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ข้าคิดว่าควรจะหาเวลาไปตรวจคนไข้ให้มากขึ้นหน่อย”

“ต่อไปท่านคงจะยุ่งขึ้นมาก เดี๋ยวสิคะ” ซ๊อกรันหน้าเศร้า

“อีกเดี๋ยวจะมีคนไข้เผ่านา ข้าคงต้องรีบไปแล้วล่ะ” พูดจบฮวางจองก็เดินเลี่ยงออกไป

ฮอร์ตั้นมาถวายรายงานเรื่องการป่วยของหมอเฮรอนต่อพระเจ้าโกจง

“หมอเฮรอนพักตรงนั้นก็เพราะต้องการจะอยู่ใกล้คนไข้ ดังนั้นถึงต้องพักในเจจุงวอนท่านก็รู้สึกเต็มใจ แต่ถ้าปล่อยไว้อย่างงี้เค้าคงจะแย่แน่เพคะ”

“ข้าควรจะหาวิธี ทำให้หมอเฮรอนไปพักที่อื่นซะแล้วมั้ง” พระเจ้าโกจงครุ่นคิด

“ฝ่าบาทควรจะมีพระบัญชาไปถึงหมอเฮรอนเพคะ อ่อ แถว ๆ เขานัมฮันมีบ้านพักตากอากาศของพวกมิชชันนารีอยู่หลังนึงใช่มั้ยเพคะ?” พระมเหสีกราบทูล

“ก็ดีนะ ข้าจะมีคำสั่งให้หมอเฮรอน ไปพักรักษาตัวสักหน่อย”

“ฝ่าบาท เป็นพระกรุณาธิคุณยิ่งเพคะ”

“แม้กระนั้น ข้าเป็นห่วงว่าถ้าหมอเฮรอนไม่อยู่ โรงพยาบาลเจจุงวอนจะไม่วุ่นวายแย่เหรอ?” พระเจ้าโกจงตรัสถาม

“เรื่องนั้นวางพระทัยได้เพคะ เพราะทุกคนในเจจุงวอนรวมทั้งหม่อมฉันจะดูแลคนไข้อย่างสุดกำลัง อีกอย่างนึง มีนักศึกษาฮวางอยู่ทั้งคน คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเพคะ” ฮอร์ตั้นกทราบทูล

“เจ้าซึ่งก็คือฮวางจองเหรอ อืม เค้าอยู่ด้วยข้าก็วางใจ” พระเจ้าโกจงพยักพระพักตร์ วางพระทัย

คูฮอน ผู้จัดการโอ และเจอุ๊กทราบข่าวเรื่องที่พระเจ้าโกจงจะให้หมอเฮรอนไปพัก และกลัวว่าฮวางจองจะได้ขึ้นมาแทนตำแหน่งเฮรอน

“ถ้าเจ้าฮวางจองแทนที่ ผอ. ก็เท่ากับให้คนฆ่าสัตว์มาเป็น ผอ.สิ คนฆ่าสัตว์ชั้นต่ำจะมาแทนที่ ตำแหน่ง ผอ.ได้ยังไง พวกท่านว่าจริงมั้ย ถ้าวันหน้าเป็น ผอ.จริง ๆ ล่ะ”

“เราก็ต้องขัดขวางสิ” คูฮอนรีบบอก

“จะขัดขวางยังไง โดยังก็ไม่ได้อยากได้ตำแหน่ง ผอ.เหมือนก่อน เฮ้อ ถ้ามันจำเป็น ข้าคงต้องรับตำแหน่ง ผอ.แทน”

“นี่เจอุ๊ก อย่างเจ้าน่ะ มีปัญญารึไงหา?” ผู้จัดการโอหน้าเครียด

“ข้าก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อยงั้นเอง”

“เหอะ ๆ ผู้จัดการโอพูดอย่างนั้นมันก็เกินไป นี่ตกลงท่านอยู่ข้างใครกันแน่เนี่ย”

“ข้ายังจะอยู่ข้างใครได้ล่ะ แต่ถ้าจะมีข้างจริงแต่ไหนแต่ไรมา ข้าก็ยืนอยู่ข้างความถูกต้องเท่านั้น” ผู้จัดการโอพูดไม่เต็มเสียงนัก

“เฮ้อ อากาศอุ่นขึ้นแล้ว สงสัยว่า ความถูกต้องมันคงแข็งตายอยู่ที่ไหนสักที่แน่” คูฮอนพูดแดกดัน

หมอเฮรอนนอนหลับพักไปได้ครู่เดียว พอตื่นขึ้นมาก็เตรียมจะทำงานอีก

“ผมนอนไปสิบสองชั่วโมงเต็ม ผมต้องไปดูอาการคนป่วยโรคนิ่วหน่อย”

“ท่าน ผอ. ตอนนี้คนป่วยปลอดภัยดีแล้ว” ฮวางจองรีบบอก เพราะยังเป็นห่วงอาการป่วยของหมอเฮรอนมาก

“ท่านไม่ต้องไปดูด้วยตัวเองก็ได้ อีกอย่างหนึ่ง พระราชาก็มีรับสั่งให้คุณหยุดพักรักษาตัว สักระยะนึงด้วยครับ” โดยังบอกคำสั่งของพระเจ้าโกจงต่อหมอเฮรอน

“พระราชารับสั่งให้คุณไปพักที่บ้านพักแถบเขานัมฮัน” ฮวางจองกล่าวเสริม

“ถึงจะเป็นรับสั่งของพระราชา แต่ถ้าผมไม่อยากไปจริง ผมก็เลือกจะไม่ไปได้” หมอเฮรอนยังดื้อดึง

“ท่านอย่าคิดว่าเป็นคำสั่งสิ นั่นเป็นน้ำพระทัยที่ทรงหวังดีอยากให้คุณหายเร็ว ๆ ถึงได้จะส่งท่านไปตรงนั้น” โดยังพยายามเกลี้ยกล่อม

“แต่ผมไม่ไป เพราะตอนนี้ผมเป็นผู้อวยการของเจจุงวอน ผมจะทิ้งคนไข้ไปรักษาตัวอยู่คนเดียวได้ยังไง”

“ร่างกายต้องแข็งแรงก่อน ถึงจะทำเรื่องอื่นได้อย่างที่อยากทำ” ฮวางจองพูดอย่างมีเหตุผล แต่หมอเฮรอนก็ยังไม่ยอม “ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ผมมีงานต้องทำอีกเยอะ”

“ท่าน ผอ. ในเวลาแบบงี้ถ้าแพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยไปพักฟื้น เป็นคำแนะนำที่เหมาะสมรึเปล่าครับ?” โดยังถาม เฮรอนตอบทันทีในฐานะที่เขาเป็นหมอ “เป็นคำแนะนำที่เหมาะสมแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น..”

โดยังรีบพูดแทรก “หมอเจ้าของไข้ของท่านเป็นใคร?”

“นักศึกษาเบ๊ก เป็นเจ้าของไข้นี่นา” หมอเฮรอนบอกเสียงอ่อน ๆ โดยังพยักหน้า ก่อนจะพูดแกมบังคับ 

“ในฐานะหมอของท่าน ข้าอยากให้คุณพักรักษาตัวครับ”

แม้ฮวางจองจะได้รับการยกระดับให้เป็นชนชั้นสูง ทั้งตัดผมสั้นและใส่สูทและก็ตาม แต่ก็ยังมีเพื่อให้นนักศึกษาที่ยังรังเกียจเขาที่เขาเป็นลูกคนฆ่าสัตว์ โดยเฉพาะเจอุ๊กที่จ้องแต่จะรังเกียจและจับผิดเขาตลอดเวลา ในระหว่างกินข้าว ฮวางจองตักน้ำแกงราดข้าว เจอุ๊กก็มองอย่างเหยียดหยาม

“ข้าพูดผิดมั้ยล่ะ เห็นรึเปล่า พวกชนชั้นสูงเวลาที่กินข้าวน่ะ เค้าจะแยกน้ำแกงออกจากข้าว”

“เหอะ เอาอีกแล้วนะ เค้าทำเพราะจะได้กินเร็วแล้วไปตรวจคนไข้หรอก” โกแก้ตัวแทน

“แต่ข้าว่าก่อนที่จะมาเรียนแพทย์ ควรจะไปเรียนรู้สมบัติผู้ดีซะก่อน ตอนนี้เจ้าก็เป็นหมอแล้ว ควรจะทิ้งนิสัยชั้นต่ำพวกนั้นไปได้แล้ว แบบงี้พวกนักศึกษาแพทย์คนอื่น ๆ เค้าจะได้ไม่มองเจ้าเป็นชนชั้นต่ำไงล่ะ”

เจอุ๊กทำท่ารังเกียจ อีกผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยก็เห็นด้วย ฮวางจองไม่อยากต่อล้อต่อเถียง นั่งกินข้าวของตนเองไป เจอุ๊กยังไม่วายหาเรื่อง “กินแบบก้มหน้าไปหาชามอย่างนั้นมันท่ากินของพวกชั้นต่ำชัด ๆ เวลากินมันควรจะยกช้อนมาหาปาก ไม่ใช่เอาปากเข้าไปหาช้อน”

“เฮ้อ ก็นั่นน่ะสินะ ไม่อย่างนั้นเราจะใช้ช้อนไปทำไม ไม่สู้เอาปากเลียจากจานเหมือนหมาไปเลยสิ” พอนเห็นด้วย เจอุ๊กยิ้มเยาะ “เหอะ ดูถือตะเกียบเข้าสิ ตะเกียบมันต้องถือแบบงี้เข้าใจรึเปล่า แม้แต่ตะเกียบยังถือไม่เป็นเหรอ ทำตามอย่างข้า ทำแบบงี้นะ ทำแบบงี้” เจอุ๊กพยายามจะให้ฮวางจองทำตาม ฮวางจองระงับอารมณ์ มองหน้าเจอุ๊ก

“โมโหเหรอ งั้นก็ต่อยข้าเหมือนวันนั้นเลยสิ” เจอุ๊กท้าเหยง ๆ ฮวางจองโกรธจับมือบิด เจอุ๊ก ร้องจ๊อก “โอ๊ย ๆ ๆ ปล่อย ๆ”

“ข้าได้รับพระราชทานให้พ้นจากชั้นต่ำ ถ้าเจ้าไม่พอใจที่ข้าพ้นจากชนชั้นต่ำก็เท่ากับเจ้ากำลังขัดราชโองการ ถ้ามีอีกเป็นครั้งที่สอง ตอนนั้น…ข้าไม่ปล่อยเจ้าเอาไว้แน่”

“โอ๊ย นิ้วจะหักแล้ว ปล่อยข้า ขอร้องล่ะ ปล่อยเร็วสิ ข้าเจ็บจริงนะ โอ๊ย” เจอุ๊กร้องโวยวาย

เฮรอนถูกส่งตัวไปพักรักษาที่เขานัมฮัน วาตานาเบ้ได้ข่าวก็มาเยี่ยม

“ขอให้แพทย์หายเร็ว ๆ นะ ผมก็หัวอกเดียวกับคุณ เสียสละตัวเองมาเป็นหมออยู่ต่างบ้านต่างเมือง เรื่องของคุณก็เหมือนของผม”

“อีกไม่นานผมก็หาย อีกไม่นานก็กลับเจจุงวอนได้แล้ว”

“ฮะ ๆ ๆ อย่างนั้นก็ดีแล้ว งั้นผมคงต้องขอตัวก่อน อ้อ คุณเบ๊ก ผมขอคุยด้วยหน่อย” วาตานาเบ้บอกโดยังและเดินเลี่ยงออกไป โดยังเดินตามไป วาตานาเบ้หันกลับมาบอกโดยัง “ผมว่าหมอเฮรอนคงอยู่ได้อีกไม่นาน”

โดยังรีบแก้ แม้จะรู้อาการของเฮรอนไม่ค่อยสู้ดีนัก “อาการของท่าน ผอ. กำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ”

“คุณเบ๊ก ผมพูดไม่ผิดหรอกครับ เค้าคงทนได้อีกไม่นานแล้ว อีกไม่นานเค้าก็จำเป็นจะต้องตาย คุณก็จะหมดความสำคัญจากเจจุงวอน เพราะจะสูญแทงุคคลเพียงคนเดียวที่ช่วยเหลือคุณไป ฮวางจองที่แทบถูกตัดหัวได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา คุณรู้สึกยังไงล่ะ หรือพอใช้ได้ข่าวว่าเค้ากำลังจะถูกประหาร คุณก็เกิดความสงสาร จนความแค้นมันหายไปจนหมด ผมยังได้ยินอีกว่า เจ้าหมอนั่นแย่งคนรักของคุณไปด้วย” วาตานาเบ้พยายามหว่านล้อม

“ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด”

“อืม ผมเข้าใจ ไม่ใช่คุณถูกแย่ง แต่คนรักของคุณปันใจใช่มั้ย?” วาตานาเบ้พูดเย้ย ทำให้โดยังโกรธ “ท่านคิดจะพูดอะไรกันแน่หะ?”

“เอ่อ คือว่าผมมาที่นี่ ไม่ได้มาเพื่อให้จะเยี่ยมแพทย์เฮรอนหรอก เราเป็นเพื่อให้นรักกัน ผมจะมาเยี่ยมคุณต่างหากล่ะ คุณแพ้คู่แข่งยังไม่พอ แม้แต่คนรักยังมาทิ้งคุณไปหาเค้าอีก มันทำให้ผมเป็นห่วงว่า ถ้าเฮรอนตาย คุณก็คงจะล่องลอยไร้ที่พึ่ง คุณเบ๊ก มาอยู่โรงพยาบาลของผมดียิ่งกว่า เพราะอีกไม่นานเราก็จะสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในโชซอนแล้ว” วาตานาเบ้พูดตรงหลักสำคัญ

“วาตานาเบ้ซัง” โดยังโมโหมาก “ถึงท่านจะพร่ำบอกข้าว่าเราเป็นมิตรและไว้วางใจกันเสมอ แต่วันที่ท่านปฏิเสธให้ขี้ผึ้งทาแผลกับข้า รวมไปถึง ความจริงที่ฮวางจองเป็นคนฆ่าสัตว์ ถ้าไม่เพราะข้าไปถาม ท่านก็ไม่คิดจะปริปากบอกข้าแม้แต่น้อย”

“นั่นเป็นเรื่องเข้าใจผิด ฟังผมอธิบายก่อน”

“วาตานาเบ้ซัง ข้าไม่เคยคิดจะไปจากเจจุงวอนเลย หลังจากเกิดเหตุกับฮวางจอง ตำแหน่งของข้าก็ชัดเจนอยู่แล้ว และข้าควรจะนับถือใครเป็นอาจารย์ มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ข้าเลือกคนที่ทุ่มเทกระทั่งชีวิตเพื่อให้รักษาคนไข้ โดยไม่ห่วงตัวเองอย่าง ผอ.เฮรอนเป็นอาจารย์ข้า ผอ.เฮรอนจะไม่มีวันตาย เพราะข้าจำเป็นต้องรักษาเค้าให้หาย” โดยังพูดอย่างมั่นใจ

แม้จะถูกให้พักรักษาตัว แต่เฮรอนก็ชอบดื้อดึงออกไปรักษาผู้ป่วยอยู่ตลอดเวลา โดยังทราบข่าวก็ออกไปตาม

“อ้อ นักศึกษาเบ๊ก ที่นี่คนไข้เยอะแยะเลย คุณมาช่วยผมหน่อย” เฮรอนร้องเรียกเมื่อเห็นโดยัง

“ทำไมทำแบบงี้ล่ะ?”

“ผมรู้ว่าคุณจะพูดอะไร แม้กระนั้นต่อให้ยังมีคนไข้คนเดียว จะอยู่ไหนผมก็ต้องไปรักษาเค้าให้ได้ คุณจะเอายังไงล่ะ คุณจะบังคับลากผมกลับไป หรือว่าคุณจะช่วยผมรักษาคนไข้ที่นี่”

“นักศึกษาเบ๊ก ทำยังไงดีคะ” นังนังถามโดยังเมื่อเห็นเฮรอนทำท่าไม่ยอมหยุดทำงาน

“ตอนนี้ท่าน ผอ. เป็นคนไข้ของข้า ข้าไม่ยอมให้คนไข้ของข้าเหนื่อยเกินไป” โดยังบอก

“งั้นเอาแบบงี้ก็ได้ เอางี้ คนไข้ที่อยู่ตรงนี้ คุณช่วยตรวจแทนผมที”

“ได้ ผมเข้าใจแล้วครับ” โดยังจำต้องช่วยเฮรอนรักษาผู้ป่วย เพื่อให้ให้เฮรอนหยุดทำงาน

“มองชง ขอโทษนะ ขอโทษทุกคนด้วย แต่เค้าเป็นคนเก่งมาก แพทย์ฝึกหัดคนนี้ จะช่วยตรวจให้พวกคุณเอง งั้นนักศึกษาเบ๊กผมฝากด้วยนะ”

เฮรอนไม่ยอมหยุดทำงาน พักก็น้อย ทำให้ไม่นานอาการก็ทรุดหนักถึงขั้นเพ้อ ทุกคนเป็นห่วงเฮรอนเป็นอย่างมาก

“เหตุการณ์เป็นยังไงบ้าง” ฮวางจองถาม

“ท่าน ผอ. จำใครไม่ได้แล้ว เดี๋ยวพูดโชซอนเดี๋ยวพูดภาษาอังกฤษ เพ้อไปใหญ่เลย” มองชงรายงาน

“พี่ฮวาง เราจะทำยังไงกันดีครับ”

“ข้าคงต้องรีบไปดูสักหน่อย การรักษาพรุ่งนี้ช่วยทำหน้าที่แทนข้าด้วย มองชง รีบเอาเรื่องนี้ไปแจ้งหมอฮอร์ตั้นด่วน” ฮวางจองฝากงานที่เจจุงวอน เพราะเขาต้องการจะไปดูอาการของเฮรอนที่เขานัมฮัน

เฮรอนเพ้อและเรียกฮวางจอง โดยังเห็นอาการก็รู้สึกหนักใจมาก

“นักศึกษาฮวาง ๆ ๆ” เฮรอนเพ้อหนัก

“อีกเดี๋ยวฮวางจองก็จะมาถึงแล้ว ท่าน ผอ. เค้ากำลังจะมาแล้ว”

“นักศึกษาฮวาง ๆ คุณฟังผมให้ดีนะ”

“ท่าน ผอ. นี่ข้าเอง” โดยังพยายามบอก

“นักศึกษาฮวาง” เฮรอนยังเรียกฮวางจองไม่เลิก โดยังจึงต้องรับสมอ้าง “ครับ”

“คุณจำเป็นจะต้องเป็นหมอที่เก่งที่สุดในโชซอน การแพทย์ของโชซอนในอนาคต” เฮรอนตัวสั่นเทา “ผมฝาก ฝากไว้กับคุณด้วย นักศึกษาฮวาง เจจุง เจจุงวอนฝากไว้กับคุณ ฝากคุณด้วย ผมฝากมิสเตอร์ เบ๊กด้วย เค้าก็เป็นหมอที่ดีของโชซอน แต่คุณต้องช่วยเหลือเค้ามาก ๆ พระ ๆ พระราชา ทรงคาดหวัง กับเจจุงวอนไว้ และพวกญี่ปุ่นคอยจ้องทำลายเราอยู่ แต่ เราอาจจะ จะ ไม่รู้สึกตัวก็ได้”

“ท่าน ผอ.” โดยังเรียกเสียงดัง

“มิส มิสเตอร์เบ๊ก เค้ามุมานะมากจนเกินไป เค้าไม่ ไม่ ไม่ยอม ยอมรออยู่กับที่แน่ เค้ากำลัง สับสน กำลังสับสน คุณต้องคอยอยู่ข้างเคียงเค้า อยู่เคียงคู่เค้า เข้าใจมั้ย ผมอยากให้ชาวโชซอน สามารถมีชีวิตที่ดีมากยิ่งกว่านี้”

น้ำเสียงเฮรอนอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งหมดลมหายใจ ฮวางจองแม้จะรีบเดินทางแต่ก็ไม่ทันเพราะเฮรอนเสียชีวิตแล้ว

5 ปีต่อมา เด็กนักเรียนแพทย์จบหลักสูตรการศึกษา แต่ละคนได้รับประกาศเกียรติคุณ ขณะที่เจจุงวอนก็มีผู้อวยการหลายๆคน เริ่มจาก ผู้อวยการคนที่ 1 อัลเลน ผู้ให้การคนที่ 2 เฮรอน ผู้อวยการคนที่ 3 วินตั้น ผู้ให้การคนที่ 4 เอวิสัน

“เราขอปฏิญาณว่าจะทุ่มเทเพื่อให้การแพทย์ และเราจะขออุทิศชีวิตที่มีอยู่เพื่อให้การรักษาผู้ป่วย เราต้องขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่านด้วยความเคารพจากใจจริง และเราจะขออุทิศหัวใจเพื่อให้การพัฒนาการแพทย์ โดยถือชีวิตและสุขภาพของผู้ป่วยมาเป็นชั้นแรก และจะ…ขอรักษาความลับและเรื่องส่วนตัวของคนไข้เอาไว้ ทั้งรักษาและสืบทอดเกียรติภูมิของแวดวง ดังนั้น ผู้ร่วมงานทุกคนถือเป็นสหายของเรา เราจะไม่มีการแบ่งแยกไม่ว่าเชื้อชาติหรือศาสนาใด ไม่แบ่งว่าชนชั้นสูงหรือต่ำ การดูแลผู้ป่วยอย่างดีคือหน้าที่ของเรา และแม้เราจะถูกข่มขู่ เราก็จะไม่ทำผิดต่อจรรยาบรรณของแวดวงแพทย์ และเราคนที่เป็นแพทย์จบใหม่ จะเห็นทุกชีวิตคือสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด คำปฏิญาณนี้ คือคำสาบานที่ขอรับรองด้วยเกียรติของเรา”

ฮวางจองนำเด็กนักเรียนแพทย์จบใหม่ประกาศคำปฏิญาณ ทุกคนพูดตาม “คำปฏิญาณนี้ คือคำสาบานที่ขอรับรองด้วยเกียรติของเรา”

เอวิสัน ผู้ให้การเจจุงวอนคนปัจจุบันกล่าวให้โอวาท “ที่ผ่านมา ที่โชซอนเกิดความวุ่นวายขึ้นอย่างมาก แม้แต่เจจุงวอน ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ในสภาวะอย่างงี้ จึงทำให้โรงเรียนแพทย์ก็ได้รับผลกระทบจนต้องหยุดการสอนไปชั่วขณะด้วย ถึงกระนั้น นักศึกษาทุกคนที่จบการศึกษา ต่างไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ทุ่มเทศึกษา จนได้มายืนอยู่ในจุดนี้ ผมรู้สึกภูมิใจแทนพวกคุณทุกคน และจากนี้ไปพวกคุณจะได้เป็นแพทย์อย่างแท้จริง”

โดยังหายไปจากโชซอนภายหลังที่ฝังศพของเฮรอน โดยตัดสินใจไปเรียนแพทย์ที่ญี่ปุ่น โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหน และโดยังเองก็ไม่ได้ติดต่อใครเลย

หลังจบการศึกษา ทุกคนต่างดีใจและเลี้ยงฉลอง

“โอ้ว ซ๊อกรันของแม่ ไหนแม่ขอดูหน่อยสิ” แม่ซ๊อกรันยิ้มเมื่อเห็นบุตรสาวสำเร็จได้เป็นแพทย์หญิง

“คุณหนู ยินดีด้วยนะคะ” มักเชงกล่าว

“แม้กระนั้นในใบนี้ เค้าเขียนว่าอะไรเหรอคะ?” แม่ซ๊อกรันหยิบใบประกาศไปดู

“เอ่อ ใบรับรองประกอบวิชาชีพแพทย์ หมายความว่าซ๊อกรันของเราสามารถเปิดคลินิกหรือโรงพยาบาลได้” ซ๊อกรันบอกอย่างภาคภูมิใจ

“เอ๋ หมายความว่าที่หมอเอวิสันพูดเป็นความจริงสิ ท่านพี่ งั้นเรารีบเปิดโรงพยาบาลให้ ซ๊อกรันกันดีมากกว่า เราไปเปิดอยู่ใกล้ ๆ บ้านเราเลย” แม่ซ๊อกรันหันไปบอกล่ามยู

“ท่านจะไปอยู่ตรงนั้นเหรอคะ”

“ก็แน่ละสิ ข้าเลี้ยงบุตรสาวมาจนโตป่านนี้ ตอนนี้ก็ถึงตาซ๊อกรันจะมาเลี้ยงพ่อแม่แล้วน่ะสิ”

ล่ามยูรีบพูดขึ้น “ซ๊อกรันตัดสินใจแล้วว่าจะทำงานอยู่ที่เจจุงวอนต่อไปน่ะ”

“ใช่ค่ะ ข้าจะอยู่แผนกสูติ-นรีเวชต่อ” ซ๊อกรันบอกแม่

แม่ซ๊อกรันทำหน้าไม่พอใจ “หมอฮวางจองก็อยู่ที่นี่ด้วยใช่มั้ย”

“ค่ะ”

แม่ซ๊อกรันถอนหายใจ “เฮ้อ ตำแหน่งนี้ควรจะเป็นของคุณชายโดยังแท้ ๆ ก็แม่ยังทำใจไม่ได้นี่นา ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ไหน ได้กินอิ่ม นอนหลับดีรึเปล่าก็ไม่รู้ ฮือ…”

“แล้วลูกได้ยินข่าวเค้าบ้างมั้ย?” ล่ามยูหันมาถาม ซ๊อกรันส่ายหัว “ไม่เลยค่ะ”

“อาจตายไปแล้ว อาจจะไปตายอยู่ต่างบ้านต่างเมือง”

“นายหญิงทำไมพูดแบบนั้นล่ะ? คุณชายคงจะสุขสบายดีอยู่ที่ไหนสักที่” มักเชงบอก

“ถ้าสุขสบายมีเหรอจะไม่ส่งข่าวมา ข้าว่าไม่หรอก ไม่ก็ได้” แม่ซ๊อกรันทำหน้าเสียดาย

เอวิสันเรียกฮวางจองมาพบ และบอกเรื่องที่พระเจ้าโกจงต้องการให้ตั้งหน่วยอนามัยขึ้นในพระราชวัง

“พระประสงค์ที่ต้องการจะตั้ง เพื่อให้จะป้องกันข่าวลือที่ว่ามีโรคระบาดในวังใช่มั้ย?” ฮวางจองถาม

“ใช่ พระราชาต้องการให้เราติดต่อกับโรงพยาบาลสถานทูตแต่ละแห่ง มีโรงพยาบาลไซคิเดนซี่ โรงพยาบาลแมคกิล โรงพยาบาลเซนต์แมทธิว และก็มี โรงพยาบาลสตรีโบกู ที่จะร่วมมือจัดการโรคระบาดที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศเวลานี้อยู่น่ะ”

“ครับ ผมจะเตรียมทำรหัสให้กับแพทย์ทุกคนรวมทั้งทำตารางการเข้างานให้เอง”

“ดี งั้นก็ฝากด้วย อ้อจริงสิ คุณได้ยินข่าวเรื่องที่ญี่ปุ่นจะเปิดโรงพยาบาลใหม่บ้างรึเปล่า” เอวิสันถามขึ้น ฮวางจองพยักหน้า “ผมได้ยินว่าจะเปิดในวันนี้”

โรงพยาบาลฮันซองของญี่ปุ่นเปิดอย่าเป็นทางการ ทูตญี่ปุ่นคนใหม่พูดคุยกับวาตานาเบ้ และพรรคพวก

“ที่ผ่านมาสถานทูตญี่ปุ่น มีแผนจะใช้การแพทย์แผนปัจจุบันมาผูกไมตรีกับโชซอน แต่ทุกอย่างล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เมื่อไม่นานมานี้ภายหลังที่ทางการโชซอนวางอำนาจควบคุมเจจุงวอน นั่นเป็นโอกาสสุดท้ายของเราที่จะล้มเจจุงวอน แต่แล้ว..เมื่อ ผอ.เอวิสันพูดจากับพระราชาจนเจจุงวอนอยู่ภายใต้อำนาจบริหารของคริสตจักรอเมริกันแล้ว และสิ่งนี้หมายความว่าอะไร?” ทูตญี่ปุ่นสีหน้าตกอกตกใจ “เจจุงวอนจะได้รับการคุ้มครองจากกงสุลอเมริกา เราจะไม่สามารถเข้าควบคุมหรือไปยุ่งเกี่ยวกับเจจุงวอนได้อีก ดังนั้นในตอนนี้ เราจึงจำเป็นต้องใช้ความก้าวหน้าการแพทย์มาแข่งกับเจจุงวอน”

วาตานาเบ้รีบรายงาน “เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงครับท่าน เครื่องมือการแพทย์ในโรงพยาบาล ฮันซองของเราเป็นเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดในญี่ปุ่น”

“ถูกต้องแล้ว เราจึงควรใช้เทคโนโลยีที่สูงที่สุด อุปกรณ์การแพทย์ที่ดีที่สุดมาทำให้ชาวโชซอนเชื่อถือให้ได้ เราจะไม่พุ่งเป้าไปที่ราษฎรโชซอนเพียงแค่นั้นแต่เราจะพุ่งเป้าไปที่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และใช้เทคโนโลยีการแพทย์ซื้อใจพวกเค้า ไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไร ก็จึงควรทำลายเจจุงวอนให้ได้ เราต้องพยายาม เพื่อให้ที่จะล้มพวกมันให้ได้…”

“ครับ ค่ะ รับทราบครับท่านทูต” ทุกคนรับคำ

“ไม่ใช่แค่เจจุงวอนเพียงที่เดียว แต่มีสถานทูตของรัสเซียอีกที่นึง แถมตอนนี้โชซอนผูกมิตรกับจีน โดยมีจุดประสงค์ที่จะคานอำนาจของญี่ปุ่นเอาไว้” วาตานาเบ้บอก

“แต่ตอนนี้ทางต้าชิง กำลังพ่ายแพ้สงครามให้กับญี่ปุ่นเรา ตอนนี้มันก็เหมือนล้อยางที่ลมรั่ว ฮ่า ๆ ๆ”

“แต่ในตอนนี้ โชซอนก็เริ่มผูกมิตรกับพวกรัสเซีย หลังจากผ่าตัดต้อกระจกสำเร็จครั้งนั้น มันทำให้ความข้องเกี่ยวของทั้งโชซอนกับทางรัสเซียสนิทแนบแน่นขึ้นไปมากเลย หึ”

“ผมได้รับรายงานมา บอกว่า เพราะครั้งนั้นคุณวาตานาเบ้ปฏิเสธการรักษาทำให้ผลต้องเปลี่ยนเป็นอย่างงี้” ทูตคนใหม่ถามตรง ๆ

“อ้อ ๆ ๆ ไม่ใช่อย่างนั้นเลยครับ เดิมทีผมก็คิดจะผ่าให้ แต่เพราะมีการเมืองของโชซอนเผ่านาแทรกแซงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ อื้ม แต่เอาเป็นว่า ทางการโชซอนพยายามอย่างสุดกำลัง ที่จะโฆษณาโรงพยาบาลเจจุงวอนและโรงพยาบาลรัสเซีย เพราะฉะนั้น โรงพยาบาลฮันซองของเรา ในช่วงเริ่มนี้คงจะยากลำบากสักหน่อย”

“อืม ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็ควรจะตัดสายสัมพันธ์ระหว่างโชซอนกับรัสเซียซะสิ เราต้องแน่ใจว่ามีคนไข้ที่เป็นขุนนางชั้นสูงของโชซอนจำนวนมากพอ”

“อ้อ ผมเข้าใจแล้วครับ”

“สายสัมพันธ์เส้นนั้นน่ะ อยู่ในมือพระมเหสีเล่ห์เหลี่ยมมากคนนั้นสินะ” ทูตญี่ปุ่นยิ้มมีแผน

“นี่ท่านรู้ได้ยังไงครับ?”

“ก็เพราะว่าท่านทูตถูกส่งมาที่นี่ก็เพื่อให้กำจัดนางจิ้งจอกตัวนั้นน่ะสิ ฮะ ๆ”

“จักรวรรดิญี่ปุ่นของเรา ต้องปวดหัวเพราะพระมเหสีพระองค์นี้มาตั้งนานแล้ว เป็นเพราะมีนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์อย่างนาง จึงทำให้แผนการยึดครองโชซอนของญี่ปุ่นต้องล่าช้าลงไปมาก” ทูตญี่ปุ่นพูดอย่างหมายมาด

“ขอแค่กำจัดนังจิ้งจอกตัวนั้นได้ พระราชาก็จะยกโชซอนมาประเคนให้กับจักรวรรดิญี่ปุ่นของเราอย่างง่ายดาย”

“เพราะฉะนั้น แผนของสงครามคราวนี้ มีชื่อว่าแผนล่าจิ้งจอก”

“วาตานาเบ้ซัง ถ้าเรากำจัดนางจิ้งจอกได้แล้ว คุณมั่นใจว่าเอาชนะเจจุงวอนได้มั้ย?”

วาตานาเบ้ยิ้ม มั่นใจ “ไฮ้ มั่นใจอย่างแน่ๆครับ”

ฮวางจองเข้าไปตรวจร่างกายของขันทีและพบว่ามีอาการเป็นหนองใน จึงนำเรื่องมาปรึกษาเอวิสัน

“ขันทีจะถูกตัดอวัยวะเพศออกตั้งแต่ยังชายหนุ่ม เพื่อให้ให้ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ด้วยเหตุผลบางสิ่งอาจทำให้เค้าติดโรคทางเพศ จนมีอาการอย่างงี้ได้”

“คุณต้องบอกให้คนไข้รีบรักษาโดยด่วน” เอวิสันแนะ

“แต่คนไข้ไม่ได้มีแค่คนสองคนครับ”

“ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องเอาเรื่องนี้ไปกราบทูล เพื่อให้ให้ทุกคนตรวจร่างกาย”

“ถ้าทำอย่างนั้นจะเปลี่ยนเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องนี้สำหรับราชสำนักถือเป็นเรื่องที่น่าอับอาย อีกอย่างถ้าพวกญี่ปุ่นรู้ ต้องไม่ปล่อยไปง่าย ๆ แน่ๆ” ฮวางจองครุ่นคิด

“เค้าจะอ้างว่าราชสำนักโชซอนเต็มไปด้วยเรื่องเสื่อมเสียเหรอ?”

“ครับ ดังนั้นควรจะเรียกพวกเค้ามาตรวจที่โรงพยาบาลเจจุงวอนในเวลาค่ำแทน และต้องแอบตรวจรักษาให้พวกเค้าลับ ๆ” ฮวางจองหาทางออก

ทุกคืนฮวางจองจะให้พวกผู้ชายจากในวังเผ่านารับการตรวจและรักษาโรคหนองในและซิฟิลิส ซึ่งก็พบว่ามีผู้ชายเป็นโรคนี้จำนวนมาก ฮวางจองคิดว่าภายในพระราชวังมีการมั่วกันจึงบอกให้เอวิสันทราบ

“เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่มากครับ”

“เป็นเพราะพวกเค้ามีความข้องเกี่ยวกับพวกนางใน ที่ต้องถวายตัวรับใช้พระราชาน่ะหรือ?”

“ดังนั้นโรคนี้ก็อาจจะมีโอกาสติดไปถึงพระราชาได้ด้วย” ฮวางจองบอก ฮอร์ตั้นถึงกับสะดุ้ง “โอ้วมายก๊อด”

“แต่ตามกฎพวกนางในออกจากวังไม่ได้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องเข้าไปรักษาให้พวกนางในวัง” ซ๊อกรันบอก

“ถ้าเรื่องที่เข้าไปรักษาพวกนางในวังถูกแพร่ออกไป ผลที่ตามมาจะหนักหนามาก”

“ถูกต้องแล้วค่ะ อีกอย่างนึงนี่ก็เป็นเรื่องของข้างใน ย่อมไม่มีทางปิดบังพระมเหสีได้แน่ บางทีเราอาจจึงควรตัดสินใจที่จะกราบทูลความจริงในเรื่องนี้กับพระมเหสีค่ะ”

ซ๊อกรันและฮอร์ตั้นนำเรื่องที่นางในอาจมีโอกาสติดโรคติดต่อทางเพศมากราบทูลพระมเหสี พระมเหสีฟังแล้วตระหนกตกใจแต่ก็ยอมให้หมอหญิงเผ่านารักษาเพื่อให้แก้ปัญหา พร้อมรายงานให้พระองค์ทราบด้วย

ระหว่างเดินทาง ฮอร์ตั้นและซ๊อกรันได้ผ่านโรงพยาบาลฮันซองของญี่ปุ่น ซึ่งมีการเชิญชวนให้ผู้ป่วยมารักษาตัว ทั้งราคาถูกและรักษาฟรี ทั้งสองจึงเข้าไปเยี่ยมชม และเจอกับวาตานาเบ้ วาตานาเบ้ได้ทีเลยคุยข่ม

“ฮะ ๆ ๆ อืม อ้อ ที่นี่เราแบ่งผู้ป่วยเป็นเกรดเอ เกรดบี และมีเกรดซีน่ะครับ”

“แบ่งตามความร้ายแรงของอาการเหรอคะ?” ซ๊อกรันถามอย่างสนใจ

“ไม่ใช่อย่างนั้น คุณเข้าใจผิดแล้ว เกรดเอก็คือกลุ่มคนไข้ที่จ่ายเงินเต็มราคา เกรดบีคือคนไข้ที่จ่ายเพียงครึ่งนึงของค่าใช้จ่ายทั้งหมด และเกรดซีคือ คนไข้พวกที่มารักษาฟรีน่ะ แต่โรงพยาบาลฮันซองในโชซอนจะมีแค่คนไข้เกรดบีที่ต้องจ่ายครึ่งราคา รวมทั้งคนไข้เกรดซีที่มารักษาฟรี เรายังไม่มีคนไข้เกรดเอเลย อ้อ มีก็แต่ประชาชนของญี่ปุ่น ที่พวกเค้าต้องจ่ายเต็ม ฮะ ๆ ๆ”

“อย่างนั้นเหรอคะ?”

“เอ่อ คือเราเป็นห่วงประชาชนชาวโชซอนเป็นอย่างมาก ตอนนี้มีผู้ป่วยจำนวนมากที่เราต้องคอยดูแลรักษาอยู่ ฮะ ๆ ๆ อ้อ หมอ ฮอร์ตั้นเหมือนใกล้จะคลอดแล้ว คุณสนใจจะมาคลอดที่โรงพยาบาลเรามั้ย? เรายินดีต้อนรับให้คุณมาคลอดที่นี่ เรามีทั้งสูตินรีแพทย์และอุปกรณ์ที่ดีที่สุดอยู่ที่โรงพยาบาลฮันซองของเรา”

“ฉันตั้งอกตั้งใจจะไปคลอดที่เจจุงวอน เพราะมีสูตินรีแพทย์ที่เก่งที่สุดในโชซอนอย่างแพทย์ ยูซ๊อกรันอยู่ตรงนั้น” ฮอร์ตั้นรีบบอก

“หมอฮอร์ตั้น” ซ๊อกรันยิ้ม ๆ ที่ฮอร์ตั้นให้ความไว้วางใจคุณ

“อ้อ อย่างนั้นเหรอครับ ถ้างั้น แพทย์ยูสนใจมาร่วมกับโรงพยาบาลฮันซองของเรารึเปล่า?” วาตานาเบ้ชักชวน

“คิดว่าคงจะไม่..” ซ๊อกรันพูดโดยไม่ต้องคิด

“อย่าพึ่งจะ ๆ ลองเอาไปคิดดูก่อน ฮะ ๆ ๆ เพราะว่าทางโรงพยาบาลของเรายินดีเปิดประตูต้อนรับแพทย์ยูมาที่นี่ได้เสมอ และเมื่อมิส เตอร์ เบ๊ก กลับมา คุณก็จะได้พบกับเค้าที่นี่ ได้ทำงานด้วยกันไงล่ะ” วาตานาเบ้บอก ซ๊อกรันถึงกับตาค้าง “เมื่อกี้คุณว่ายังไงนะ?”

“คุณรู้ว่ามิสเตอร์เบ๊กอยู่ไหนเหรอ? เพราะหลังจากดอกเตอร์เฮรอนตายเราก็ไม่ได้ข่าวของมิสเตอร์เบ๊กอีกเลย เค้าอยู่ที่ไหนเหรอคะ?” ฮอร์ตั้นก็รู้สึกแปลกใจ

“โอ๊ะ แบบว่า ๆ.. คือคนที่ไม่มีความรู้สึกอย่างมิสเตอร์เบ๊ก ฮะ ๆ ๆ เค้าต้องการที่จะตัดการติดต่อกับพวกคุณน่ะ ฮะ ๆ ๆ ๆ ๆ” วาตานาเบ้หัวเราะน้ำเสียงเย้ยหยัน

โดยังมาเรียนแพทย์ที่ญี่ปุ่นและได้รับ การช่วยเหลือจากนาโอโกะ บุตรสาวรัฐมนตรีต่างประเทศ ต่างก็ชอบพอและหมั้นหมายกัน โดยังมุมานะ คร่ำเคร่งอยู่กับตำราและการผ่าตัด จนสามารถทำคะแนนได้เป็นชั้นหนึ่ง และผ่าตัดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ซาโต้ ผู้เรียนแพทย์ชาวญี่ปุ่นไม่พอใจและตั้งตัวเป็นศัตรู

โดยังถูกพวกญี่ปุ่นรุมรังแกร่างกายและเรียกเขาว่าเป็นพวกคนฆ่าสัตว์ เป็นคนชั้นต่ำจึงสามารถใช้มีดได้ดีมากยิ่งกว่าคนญี่ปุ่น แม้จะถูกรุมด่าประณามแต่โดยังกลับพอใจกับสิ่งที่ได้ยิน

ซ๊อกรันนำเรื่องที่โดยังไปเรียนแพทย์ที่ญี่ปุ่นมาบอกฮวางจอง แม้จะสะดุ้งแต่ฮวางจองก็รู้สึกดีใจที่โดยังไม่ทิ้งการเรียนแพทย์ เพราะตั้งแต่โดยังหายตัวไปฮวางจองก็โทษตัวเองมาตลอดว่าทำให้โดยังหมดอนาคตทางการแพทย์

แพทย์และพยาบาลจากเจจุงวอนเผ่านารักษาผู้ป่วยในวังหลวง และพักอาศัยในวังด้วย เป็นจังหวะเดียวกับญี่ปุ่นส่งคนเผ่านาลอบปลงพระชนม์พระมเหสี และจับซ๊อกรันเป็นตัวประกัน 

เสียงปืนดังขึ้นในวังหลวง “นั่นเสียงอะไร น่ะ” พระเจ้าโกจงตกพระทัย

“เป็นเสียงปืนนี่เพคะ”

“ฝ่าบาท ๆ เกิดเหตุใหญ่แล้วเพคะ มีคนร้ายบุกเผ่านาในวังเพคะ” นางข้าหลวงรีบเผ่านาทราบทูล

“อะไรนะ?”

“ฝ่าบาท ฝ่าบาท รีบหาที่หลบก่อนเพคะ” พระมเหสีตรัส

“รัชผู้สืบสกุลอยู่ที่ไหน รัชผู้สืบสกุลอยู่ไหน”

“เสด็จพ่อเสด็จแม่ หม่อมฉันอยู่ตรงนี้”

นักฆ่าพยายามตามหาตัวพระมเหสีแต่ก็ไม่พบ

“เราหาจนทั่วแล้วไม่พบ นางอาจจะปลอมตัวหนีไปรวมทั้งได้”

“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก นังผู้หญิงคนนี้น่าจะเคยเห็นพระพักตร์ของพระมเหสี” นักฆ่าหันมาหาซ๊อกรันที่ถูกจับตัวไว้

“ข้าไม่เคยเห็น ข้าแค่มาตรวจร่างกายนาง ในเท่านั้น” ซ๊อกรันรีบหาทางออก

“เจ้าพูดความจริงแน่นะ”

แทกิล ยอดพยัคฆ์นักล่า ตอนที่ 7.2

เชถามย้ำว่าแทกิลเห็นออนยอนจริงหรือ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขามักเห็นหญิงอื่นเป็นออนยอนบ่อยครั้ง เชตั้งข้อคิดเห็นว่าถึงจะเป็นออนยอนจริง ก็ไม่มีเหตุผลที่คุณจะหนีตามแทฮา ทาสหลบหนีจะอยู่กับอดีตผู้บัญชาการค่ายฝึกทหารได้ยังไง แทกิลกล่าวว่าที่เชพูดก็ถูก และพูดว่า 'ไปกันเถอะ' เชนึกว่าแทกิลจะล้มเลิกแผนไล่ล่าแล้วมุ่งหน้ากลับเมืองฮันยาง แต่แทกิลกลับบอกว่าจะไปตามจับซง แทฮา เพราะจับได้เมื่อไหร่ก็จะรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือออนยอนจริงหรือเปล่า 

แทฮาแบกร่างอันไร้สติของเฮวอนเข้าไปพักรักษาอาการบาดเจ็บในถ้ำ เมื่อวางร่างอันอ่อนระทวยของเฮวอนลงนอนกับพื้นแล้ว แทฮาก็จ้องหน้าเฮวอน แล้วยื่นหน้าลงไปหาหาใบหน้าของคุณช้าๆ…

แทฮาเอาใบหูแนบปากของเฮวอนเพื่อให้ฟังดูว่าคุณกำลังพูด (เพ้อ) อะไรอยู่ในลำคอ ได้ยินแล้วแทฮาแทบหมดแรง แต่เฮวอนก็ตอกย้ำด้วยการลืมตาแล้วพูดให้ได้ยินชัดๆ ว่า "นายน้อย" ก่อนที่จะหมดสติไปอีกรอบ  หลังจากนั้นแทฮาก็รีบวิ่งออกจากถ้ำไป

เสนาบดีอี คยองชิก สั่งให้พัคซอกว้านซื้อเขาควายน้ำให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เหตุเพราะเขาควายน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญในการนำมาผลิตเป็นคันธนูเขาสัตว์ (ธนูโบราณของเกาหลี ส่วนท้องของคันธนูทำจากเขาควายน้ำ แกนกลางทำจากไม้ไผ่ ส่วนหูทั้งสองข้างทำจากไม้) 

เนื่องด้วยที่ผ่านมาอาณาจักรต้าชิงจะสั่งซื้อคันธนูเขาสัตว์จากโชซอนเพียงแค่นั้นเสนาบดีรู้ว่าถ้าตัวแทนต้าชิงเดินทางมาถึงโชซอนเมื่อไหร่ก็จะประกาศห้ามซื้อขายเขาควายน้ำ เพื่อให้ป้องกันไม่ให้ทัพโชซอนมีความหนักแน่น เขายังรู้ด้วยว่าถ้าองค์รัชผู้สืบสกุลองค์ปัจจุบัน (องค์ชายฮโยจง พระโอรสองค์ที่สองของพระเจ้าอินโจ) ขึ้นครองราชย์เมื่อไหร่ จำเป็นที่จะต้องนำกองกำลังบุกขึ้นไปโจมตีด้านทิศเหนือเพื่อให้เฉดหัวไล่ต้าชิง และเมื่อถึงเวลานั้นเขาควายน้ำก็จะมีค่าดุจทองทอง ใครที่มีไว้ในครอบครองก็จะมีอำนาจและมีเงินมหาศาล

แม้พัคซอนจะความรู้สึกว่าเป็นการหาประโยชน์ใส่ตัวและอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของโชซอน แต่เสนาบดีอ้างว่าทุกข้างจะได้ประโยชน์จากการกักตุนเขาควายน้ำในคราวนี้ และเพื่อให้ให้พัคซอนยอมเป็นบริวารผู้จงรักภักดี เสนาบดีจึงบอกว่าจะให้พัคซอนเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งขุนนางใหญ่ เพราะเขาไม่มีลูกชาย

ในที่สุด อ๊บบ๊ก และทาสร่วมขบวนการกวาดล้างชนชั้นสูง ก็ได้รับมอบหมายให้ฆ่าเหยื่อคนแรก (พัค บยอง) ในคืนนั้น ทั้งยังได้รับคำสั่งให้นำเงิน 1,000 ยางในตัวเหยื่อไปใช้เป็นทุนในการทำงานครั้งต่อๆ ไปด้วย

ระหว่างที่เฮวอนนอนหมดสติอยู่ในถ้ำ แทฮาก็รีบวิ่งไปหาสมุนไพรในป่าเพื่อให้นำมารักษาบาดแผลให้เฮวอน ถึงแม้จะนอนซมพิษจากบาดแผล แต่ในมือของเฮวอนยังคงกำก้อนหินของนายน้อยแทกิลเอาไว้ตลอดเวลา 

เมื่อได้สมุนไพรมาแล้ว แทฮาก็รีบนำมาตำเพื่อให้ทำเป็นยา จากนั้นก็นึกได้ว่าจำเป็นที่จะต้องถอดเสื้อของเฮวอนออกก่อน จึงจะใส่ยารักษาบาดแผลให้คุณได้ ในตอนแรกแทฮารู้สึกลังเลใจว่าควรถอดเสื้อเฮวอนดีหรือเปล่า แต่ในที่สุดเขาก็ค่อยๆ ดึงผ้าผูกเสื้อ แล้วเปิดออก ทำให้เห็นรอยแผลเป็นที่หน้าอกของเฮวอน (เกิดจากการลบรอยสักที่ระบุคำว่า "ทาส") แทฮาเห็นแล้วหยุดชะงักไปชั่วครู่  จากนั้นก็เริ่มปลดสายเสื้อด้านในของเฮวอน

ระหว่างปลดสายเสื้อด้านใน แทฮาพยายามหันหน้าไปมองทางอื่น จากนั้นก็ค่อยๆ เปิดเสื้ออีกด้านออก เขาประคองลำคอและไหล่ของเฮวอนเพื่อให้จับคุณลุกขึ้นนั่งอย่างทะนุถนอม แล้วค่อยๆ ถอดเสื้อของคุณออกมา  แทฮานำสมุนไพรมาทาแผลให้เฮวอนอย่างเบามือ เมื่อเห็นเฮวอนแสดงอาการเจ็บปวดเขาก็มีสีหน้าเจ็บปวดตามไปด้วย   

เฮวอนที่ยังคงนอนหมดสตินึกถึงเหตุการณ์ตอนที่นายน้อยแทกิลถูกพี่ชายของคุณรังแกท่ามกลางเปลวไฟ คุณค่อยๆ ยื่นมือขึ้นเพื่อให้ไขว่คว้าหานายน้อยแทกิล (ที่คุณเข้าใจว่าตายในกองไฟ) เมื่อชายชาติทหารอย่างแทฮาหันมาเห็นมือของเฮวอน ก็รู้ได้ทันทีว่าคุณกำลังโหยหาชายคนรัก จึงลังเลว่าจะจับมือเฮวอนดีหรือเปล่า

Warm Bodies (ซอมบี้ที่รัก)

เรื่องย่อ
เรื่องราวความรักระหว่างมนุษย์กับซอมบี้นามว่า อาร์ ซอมบี้ชายหนุ่มที่อาศัยอยู่ใน
โลกที่ไม่หลงเหลือมนุษย์ แต่ในวันหนึ่ง เขาได้สัมผัสถึงความทรงจำอันอบอุ่นจากเหยื่อสาวสวย
จูลี่ คือชื่อคุณ และเป็นหญิงสาวที่ อาร์ ตกหลุมรักแทบจะเมื่อได้เห็นคุณ 
ถึงแม้ว่าหัวใจของอาร์ จะหยุดเต้นไปแล้ว แต่วินาทีแรกที่ได้เห็นจูลี่
มันทำให้เขารู้สึกถึงเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ และนี่เป็นนัดแรกที่ซอมบี้อย่างเขา
อยากกลับมามีเลือดเนื้อและหัวใจเฉกเช่นมนุษย์… อีกที

สัมผัสส่วนตัวโดยรวม

ก่อนดู =>  จำได้ว่าตีตั๋วฟรีไปดูหนังเรื่องนึงเมื่อปลายปีที่แล้วกับเพื่อให้นแต่หนังเรื่องที่ไปดูนั้น 
ยังไม่ทำให้ประทับใจได้เท่ากับตัวอย่างหนังเรื่องนี้เลยและด้วยความประทับใจที่ว่านี้เอง 
มันสร้างการเคลื่อนไหวอะไรบางอย่างในสมองเรื่อยมาเฝ้ารอวันที่จะได้ไปดูแบบเต็มๆ 
โดยไม่สนใจว่า… ใครจะรีวิวอย่างไร หรือหนังจะไร้สาระจนต้องส่ายหน้าใส่ก็ตามที

 ขณะดู =>  ยอมรับเลยว่าก่อนที่จะเดินเข้าโรงไปดูหนังเรื่องนี้นั้น ง่วงมากๆ
แต่เอาสิ ! หนังทำให้เราตื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ตื่นเพราะกลัวจนต้องสะดุ้ง หรืออะไรเทือกนั้น
ที่ตื่นตลอดก็เพราะหนังซอมบี้มีรักเรื่องนี้มีครบแทบทุกรสชาติที่หนังควรมีเลยก็ว่าได้
ฮา เศร้า ซึ้ง สยอง สะดุ้ง… หนังเรื่องนี้ให้หมด แต่นั่นก็อยู่ในบรรทัดฐานที่ว่า
"อย่าได้เอาอะไรมาก"  

หลังดู =>   หนังไม่ได้ให้ความพีคอะไรบ้างที่อยู่ในความรู้สึกมากนัก แต่ถ้าดูและคิดให้ดีจะรู้ว่า 
คนทำหนังและผู้ประพันธ์บทได้ซ่อนและสร้างสัญลักษณ์บางสิ่งบางอย่างเอาไว้ภายใต้คำว่า 
" เ ป็ น ไ ป ไ ม่ ไ ด้ " และ " ต ล ก บ้ า บ อ "
ซึ่งมันคุ้มค่ามากสำหรับคนชอบดูหนังอย่างเรา

ขอ ปล. นิดนึง  ตั้งแต่ดูหนังในโรงมา ไม่เคยตีตั๋วไปดูหนังเรื่องไหนแล้วเห็นคนเต็มโรงขนาดนี้ 
ชนิดที่ว่า… เต็มทุกที่นั่งเลยก็ว่าได้ (อาจเป็นเพราะวันแห่งความรักด้วย)

SmileySmileySmiley

ขอบคุณข้อมูลทั่วไปจาก  Warm Bodies Movie , กระปุกหนังใหม่ , เมเจอร์
ขอบคุณเรื่องย่อจาก  เมเจอร์
ขอบคุณภาพหนังจาก  We love movies club

เต้นถึงใจ ใจถึงเธอ (Make Your Move)

เรื่องย่อ

ดอนนี่  เพิ่งจะพ้นโทษจากคุกและโดนทัณฑ์บนต่ออีกราวหกเดือน
กับข้อหาใช้ความชำนาญดึงดูดสายตาผู้คนแล้วใช้พรรคพวกปลดทรัพย์จากคนดู
แน่ๆ! เขาไม่ใช่คนดี แต่แล้วเรื่องราวก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
เมื่อเขาได้เจอแม่สาวคิตตี้ อายะ คุณรักในสิ่งเดียวกัน แต่ความประทับใจที่นำไปสู่
ห้วงแห่งความรักมักไม่จบอย่างราบรื่นเมื่อต่างข้างต่างเจอกับรักต้องห้าม
เพราะรอยร้าวที่เกิดขึ้นระหว่างพี่ชายของทั้งสองคน ความตั้งมั่นใหม่เกิด
ความพยายามใหม่จึงเกิดด้วยเช่นเดียวกัน

สัมผัสส่วนตัวโดยรวม

ก่อนดู  => ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณกิจกรรมดี ๆ จาก Sanook.com ทำให้เรา
ได้ไปดูหนังเรื่องนี้แบบงง ๆ จำได้ว่าตอนดูทีเซอร์เรื่องนี้ ความรู้สึกว่า

"กว่าพระนางแมร่… งจะได้กันนี่ เต้นประมาณสิบแปดล้านรอบถึงจะถอดหมด อุ๊บส!"

ประมาณว่าดูทีเซอร์และก็ขำกับความคิดตัวเอง

ขณะดู  => ต้องบอกก่อนว่าเป็นคนไม่ติดตามหนังแนวนี้สักเท่าไหร่
เท่าที่เคยดูผ่านตามาอย่างประเภท Step Up มันไม่ติดตา ไม่มีภาพจำ
พอมาดูเรื่องนี้เลยความรู้สึกว่าก็ดู ๆ ไปแล้วกัน

หนังเดินเรื่องได้รวดเร็วดีไม่เยิ่นเย้ออะไรมาก ไม่น่าเบื่อนะดูได้เรื่อย ๆ 
ก็แค่ถ้าใครชอบความตื่นเต้น ประเภทหักมุม คิดตามไม่ทัน
คงจะไม่ใช่แนว เพราะว่าหนังค่อนข้างเป็นแบบสูตรสำเร็จเหมื่อนดราม่าละครไทย
ที่คุณจะรู้ว่า ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร
เรียกว่าเดาถูกตั้งแต่ห้านาทีแรกก็ว่าได้

แต่ทั้งหมดนั่นไม่ได้หมายความหนังไม่น่าติดตามนะ
สิ่งที่ดึงดูดได้ดีของหนังเรื่องนี้ ไม่สิ ต้องบอกว่าหนังแนวนี้ก็คือ
ทักษะของดาราในเรื่องของการเต้น ลีลาตามจังหวะต่าง ๆ 
มันทำให้เราครึ้มใจได้อย่างบอกไม่ถูก เกิดต้องการจะโยก ต้องการจะกระโดดบ้าง

หลังดู  => โดยรวมคิดว่าหนังทำได้ดี เราชอบลีลาการเต้นที่ถูกออกแบบ
มาให้สอดคล้องกับเพลง ซึ่งทำให้เราเห็นภาพได้ง่ายมากขึ้น
และมันก็ทำให้เราไม่คิดมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เรียกว่าดูแบบสบายตาสบายใจ
ส่วนตัวคิดว่าคนที่ชอบหนังแนวนี้ไม่น่าพลาดนะ 
อีกอย่างที่ทำให้หนังดูดีก็คือ ตอนเข้าพระเข้านางทุกฉากมันจั๊กจี้ดีนะ 🙂

ที่สำคัญแลยคือ หนังเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า 

"การทำการตลาดบนโลกออนไลน์มีอิทธิพลมากขนาดไหนในปัจจุบัน"

ส่วนเรื่องข้อคิดติดใจก็พอมีบ้างอย่างตอนที่พี่ชายของพระเอก
พูดสันดอนอะไรบางอย่างที่พระเอกเป็น แล้วเราความคิดว่ามีมันน่าจะตรงกับคนอีกจำนวนไม่น้อยนะ
สันดอนแบบงี้…

เวลาที่เขาความคิดว่ามีทำได้แล้ว เขาจะถือมันไว้ในมือแค่ห้านาที
แล้ว เขาก็จะปล่อยมันไปด้วยความว่างเปล่า
เช่นเดียวกันกับไม่เคยพยายามจะถือมันมาก่อน

Rambo 5: Last Blood ปิดตำนาน 40 ปีแรมโบ้นักรบเดนตาย By Folkplay On Sep 21, 2019 Last updated May 30, 2020

รีวิว Rambo 5: Last Blood ภาคปิดตำนานเกือบ 40 ปีของ แรมโบ้ นักรบเดนตาย โดย “ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน” กลับมาสวมบทเป็น จอห์น แรมโบ้ อีกทีในรอบ 10 ปี (ภาคปัจจุบันปี 2008) ที่คราวนี้เขาได้กลับไปยังบ้านเกิดแสนสงบเพื่อให้หวังใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา แต่ความสงบก็ถูกทำลายเมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตอันโหดร้าย โดยมีแก๊งชาวเม็กซิกันเป็นผู้จุดชนวน เมื่อพวกเขาจุดไฟสงคราม แรมโบ้ก็จะใช้ทักษะเก่าของนักรบเดนตายในการปิดฉากมัน

Rambo: First Blood เข้าฉายนัดแรกในปี 1982 เป็นหนังที่สร้างตัวเอกแรมโบ้ให้เป็นคนที่เป็นโรค PTSD ที่มีอาการหลอนจากบาดแผลในจิตใจจากสงครามเวียดนาม สงครามที่สร้างความอับอายมากที่สุดให้กับสหรัฐอเมริกา เหล่าบรรดาทหารผ่านศึกที่กลับมาจากสงครามต่างก็ได้รับการต้อนรับกลับบ้านที่ไม่ดีนัก แรมโบ้เองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ถูกปฏิเสธจากสังคม ซึ่งโดยตัวหนังเองไม่ใช่หนังแอ็กชั่นระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบที่เราจดจำในภาคหลังๆ นัก แต่เป็นหนังดราม่าแอ็กชั่นที่สะท้อนถึงผลกระทบจากสงครามโดยตรง แรมโบ้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพราะผลกระทบจากโรค PTSD ปลุกให้เขาหลอนคิดว่ายังอยู่ในสนามรบ แต่ในภาคต่อมาสตูดิโอคงไม่รู้จะเล่นใจความสำคัญนี้ต่อไปได้ยังไง จึงจับแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ให้แรมโบ้กลับมาเป็นนักรบเต็มตัวอีกที ซึ่งก็เป็นภาพติดตาคนในยุคต่อๆ มา กับ ผู้ชายสายโชว์กล้ามยิงธนูหัวระเบิด สะพายกระสุนปืนกลพร้อมสาดไม่ยั้ง

รีวิว Rambo 5: Last Bloodแต่การกลับมาในคราวนี้ของภาค 5 Last Blood ได้ลบภาพที่ผ่านๆ มาพร้อมกลับไปเป็นแรมโบ้คนเดิมในภาค แต่เป็นเวอร์ชั่นที่อายุมากขึ้น สุขุมมากขึ้น มีครอบครัวที่รัก ต่างกับภาคแรกที่เขาไม่เหลือใครเลย และถูกสังคมขับไล่ไสส่งจนต้องระเบิดออกมา ในภาคนี้เปิดเรื่องราวชีวิตที่ดูสงบสุขของแรมโบ้ มีครอบครัว มี Gabrielle หลานสาววัยรุ่นที่เลี้ยงมากับมือตั้งแต่ยังเด็กๆ จนเขาเหมือนเป็นพ่อจริงๆ ซึ่งพ่อแท้ๆ ทิ้งคุณไปตั้งแต่ยังเด็ก หนังพาไปพบกับชีวิตสงบสุขของแรมโบ้อยู่พักใหญ่ แต่ก็เผยให้มองว่าเขาต้องทานยากดอาการจากโรค PTSD อยู่เหมือนเดิม หนังใช้เวลาปูลงลึกให้เห็นถึงชีวิตบั้นปลายของแรมโบ้ที่ดูทีท่าว่าจะดีแล้ว ก่อนจะเริ่มเดินหน้าปมปัญหาที่ทำให้เกิดเหตุราวบู๊ล้างผลาญในเวลาต่อมา จากแก๊งค้ามนุษย์จากเม็กซิกันจับตัวหลานสาวเขาไปขายตัว ซึ่งแน่ๆว่าแรมโบ้ก็ตามผ่านพรมแดนไปช่วย

Rambo 5
Rambo 5
ช่วงเวลาที่แรมโบ้ตามหาหลานสาว หนังทำท่าว่าจะเหมือนกับหนังดัง Teken ในตอนแรก ที่พระเอกต้องตามไปล่าฆ่าล้างบางแก๊ง แต่หนังกลับหักมุมคนดูแบบ 360 องศา ให้แรมโบ้แปลงเป็นข้างโดนถลุงแทนโดยไร้ทางต่อสู้ ซึ่งดูแล้วเป็นอะไรที่ไม่เมคเซนส์นำมากๆ ว่าบุกเข้าไปทำไม จากนั้นจึงค่อยเริ่มเรื่องราวการล้างแค้นแบบโหดดิบเถื่อน ซึ่งช่วงที่แรมโบ้ลุยในเม็กซิโกนี่แอบคิดเหมือนกันว่าหนังปลุกแรมโบ้กลับมาได้ดี และมีแนวทางที่แตกต่างออกไปจากหนังแนวเดียวกันนี้อีกหลายเรื่อง ด้วยตัวละครที่โด่งดังยาวนานและปูมหลังที่น่าสนใจ รวมทั้งสไตล์การต่อสู้แบบทหารโหดๆ ถึงขนาดตัดหัว ซึ่งเราจะไม่ได้เห็นจากพวกหนังที่มีตัวเอกเท่ๆ ลุยเหล่าร้ายในปัจจุบันแน่ๆ

รีวิว Rambo 5: Last Blood ปิดตำนาน 40 ปีแรมโบ้นักรบเดนตาย 1
Rambo 5 ยังกลับมาระเบิดภูเขาเผากระท่อมอยู่เช่นเดิม
แต่แล้วหนังก็ใช้เวลาช่วงนั้นเพียงสั้นๆ ก่อนจะกลับไปยังเนื้อหารูปแบบเดิมๆ แรมโบ้กลับมาคิดแผนทำกับดักแบบอดีตกาลในบ้านเกิด หลอกล่อให้แก๊งพวกนี้มาติดกับ และใช้ความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ จัดการแก๊งค้ามนุษย์จากเม็กซิกันกลุ่มนี้จนหมดเกลี้ยง ซึ่งช่วงท้ายนี้การต่อสู้ดูง่ายดายไปหมด ตัวร้ายกรูกันมาตายโง่ๆ ต่างกับช่วงอยู่ในเม็กซิโกที่แรมโบ้แทบตาย จึงเปลี่ยนเป็นได้แค่ฉากที่ไว้แสดงให้คิดว่า แรมโบ้แบบเก่าเน้นระเบิดภูเขาเผากระท่อมยังอยู่นะ ซึ่งถ้าหนังเดินเรื่องโดยใช้แนวทางแบบช่วงเม็กซิโกไปจนจบ แรมโบ้ภาคนี้คงเป็นอะไรที่แตกต่าง และก็อาจจะกลับมาเป็นตัวละครสานต่อไปเรื่อยๆ ได้อีกด้วยซ้ำ

แต่การทำแรมโบ้ในแนวทางเดิมๆ ก็อาจจะไม่ผิดอะไร และเป็นความตั้งอกตั้งใจคืนจอของซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ที่เป็นทั้งดารานำและเจ้าของค่ายหนังเรื่องนี้ ด้วยอายุที่มากถึง 73 ปีแล้วคงไม่เหมาะจะยืดต่อไปอีก เจ้าตัวเลยตั้งอกตั้งใจทำเรื่องนี้เป็นภาคสุดท้าย และรวมผลงานที่ผ่านมาทั้งหมดไว้ในเรื่องนี้ ด้วยฉากเอนเครดิตที่รวมฉากสำคัญทุกภาคมาต่อกัน จาก First Blood ถึง Last Blood ปิดบทสรุปเรื่องราวไว้เพียงเท่านี้ครับ ซึ่งก็ถือว่าพอดีดี เป็นการปิดตำนานที่เหมาะสมแล้วเช่นกันครับ

House Arrest

เป็นปกติธรรมดาไปแล้วที่หนังใน Netflix จะเป็นเหมือนงานลองทำอะไรใหม่ๆ ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มตัวอย่างนั้นที่ Netflix อินเดียลองสร้างไอเดียหนังรักเล็กๆ ในที่ดินจำกัดกับการใช้เวลาในเรื่องเพียง 1 วันให้พระเอกนางเอกปิ๊งกันให้ได้ โดยเอาเรื่องราวของคนที่ป่วยเป็นโรค “ฮิคิโคโมริ” ขังตัวเองในห้องมาใช้เป็นเมนหลัก ซึ่งเป็นพล็อตที่เรียกว่าท้าทายแปลกๆ มากเหมือนกันกับการทำหนังรักในที่จำกัดให้คนดูคล้อยตามความรักของทั้งคู่ให้ได้

ด้วยไอเดียเริ่มพิลึกแบบนั้น ตัวหนังเองก็ต้องพิลึกตามไปด้วย หนังจึงใส่เรื่องราวคุณหนูมาเฟียเพื่อให้นร่วมอพาร์ทเมนท์ที่นำศพใส่ตู้เย็นสีชมพูหวานแหววมาฝากเขาไว้ โดยอ้างว่าไม่มีที่เก็บขอฝากไว้ก่อนไม่งั้นจะฆ่าปิดปากตามไปด้วย ก่อนที่เพื่อให้นซี้จะแนะนำนักข่าวสาวให้ไปทำข่าวเขามาลงสื่อ ซึ่งเรื่องคนที่เป็น ฮิคิโคโมริในอินเดียหาได้ยากมาก ก่อนจะมาประทับใจกับตัวตนของชายหนุ่มฮิคิโคโมริอินเดียคนนี้ที่มีชีวิตพิสดารไม่เหมือนใครจริงๆ แต่หารู้ไม่ว่าผู้ชายคนนี้กำลังซ่อนศพทุกวิถีทางไม่ให้คุณเจอในระหว่างทำการสัมภาษณ์ไปพร้อมกัน

หนังนำเสนอสองเรื่องชวนป่วนมาบรรจบกัน ซึ่งดูพล็อตมันก็ฮาได้แน่ๆ แต่อาจจะด้วยความที่หนังทำมาหลุดโลกแบบอินเดียที่คนไทยอาจจะไม่ได้คุ้นเคยนัก ประกอบกับหนังช่วงเริ่มแรกเสียเวลาปูนานอยู่ ทุกมุกที่หนังตบชงมาจึงได้แค่ขำนิดๆ แป๊กเยอะกว่า เอาว่าหนัง 90 นาทีดูไปสัก 40 นาทีนี่อาจจะเลิกดูปิดเลยก็ได้ แม้กระนั้นพอหนังเลยจุดที่วนเวียนเดิมๆ ในช่แวดวงสัมภาษณ์เริ่มแรกของนางเอก หนังเหมือนได้ไฟกระตุ้นให้ทำอะไรใหม่ๆ คือเริ่มมีอะไรเผ่านาให้น่าสนใจ อย่างความลับของนางเอกกับเพื่อให้นซี้จอมป่วน หรือการที่ตัวหนังเริ่มเผยสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมพระเอกถึงต้องขังตัวเองอยู่ในบ้านแบบงี้ ซึ่งพอช่วงหลังหนังเริ่มได้เผยอะไรมากขึ้น รวมกับเรื่องราวเริ่มป่วนมากขึ้นๆ มุกตลกเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ก็เป็นอะไรที่ดูเพลินๆ มีลุ้นกุ๊กกิ๊ก แถมด้วยความขำที่มากกว่าตอนแรกมาก รวมทั้งนางเอกในเรื่องที่สวยน่ารักแอบเย้ายวนเล็กๆ ตลอดเรื่อง ก็เป็นตัวช่วยดึงความสนใจให้ดูจนจบได้จริงๆ

ตัวละครสบทบในเรื่องช่วยสร้างสีสันรอยยิ้มและความฮาได้โอเคเลย ไล่ตั้งแต่ยามประจำบ้านพระเอกที่ต้องขอเซ็นต์ชื่อกับทุกคนก่อนเข้าไป เป็นมุกทำซ้ำที่ฮาแบบกวนๆ หน้าตายขำๆ ได้โอเคเลย รวมทั้งคุณหนูมาเฟียที่เอาแต่ใจสุดๆ ขัดไรคุณไม่ได้ก็ฮาใช้ได้ รวมทั้งบอดี้การ์ดประจำตัวคุณที่นิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่ได้ซีนพูดตอนจบที่ดี หรือแม้แต่ศพจากตอนแรกไม่ฮาเท่าไหร่ ก่อนที่หนังจะเฉลยความป่วนของศพเพิ่มในตอนหลังที่มีช็อตขำๆ เพี้ยนๆ ได้โอเคเลย ยกเว้นเพื่อให้นพระเอกที่ดูไม่เหมือนอินเดียแท้ๆ สักเท่าไหร่ และไม่ได้ให้บทตลกที่กับเขามากนัก แต่ก็เป็นตัวละครสำคัญหนึ่งที่ทำให้เรื่องราวช่วงหลังมีปมใหม่ๆ เพิ่มในเรื่องที่เล่นอยู่แต่ในห้องเดียวอย่างงี้

หนังขึ้นต้นด้วยศพในบ้านและก็จบลงด้วยศพในบ้าน พร้อมกับเรื่องราวอาการฮิคิโคโมริ ซินโดรม ที่เกิดจากจิตใจของพระเอกไม่ยอมก้าวผ่านพ้นอดีต หนังใช้ศพในห้องมาเป็นตัวคลี่คลายปมพวกนี้ได้อย่างพอดี คือเริ่มอาจจะงงๆ อืดๆ กับหนังเรื่องนี้ แต่ตอนจบรับรองว่ามีอมยิ้มไปกับความน่ารักของไอเดียบ้าบอนี้แน่ๆไม่มากก็น้อยครับ

 

เพราะหนังถือว่าเป็นแนวอินดี้ลองของ Netflix จึงขอเอาคะแนนจากเว็บ IMDB ที่คนโหวตจำนวนมากมาเทียบเคียงไว้เป็นตัวตัดสินใจด้วยละกันครับ

รีวิว House Arrest หนังรักกุ๊กกิ๊กของชายหนุ่ม "ฮิคิโคโมริ อินเดีย" ที่ซ่อนศพไว้ในบ้าน 2ตัวอย่างหนัง House Arrest ล็อกบ้านขังตัว

ฮิคิโคโมริ (Hikikomori) เป็นคำอธิบายถึงพฤติกรรมของคนที่ชอบเก็บตัว พยายามแยกตัวเองออกจากสังคม และไม่ชอบพบปะผู้คน รวมทั้งอาจไม่พูดคุยกับผู้อื่นเลยตรงเวลานาน ซึ่งอาจพูดได้ว่าพยายามทำตัวให้หายไปจากโลกความจริง ที่ผ่านพบคนที่มีอาการฮิคิโคโมริได้มากในญี่ปุ่น เพราะเหตุว่าสภาพสังคมและSystemการศึกษาที่ค่อนข้างเคี่ยวเข็ญให้คนในสังคมมีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้คนญี่ปุ่นหลายๆ คนเกิดความกดดันจนต้องการที่จะหลีกหนีออกจากสังคม โดยการเก็บตัวอยู่ด้านในห้อง เพื่อให้ที่ต้องการจะหลุดพ้นจากสภาวะกดดัน

Spinning Out สาวจิตสองขั้วไบโพลาร์ ฝ่าฟันฝันสู่สเกตน้ำแข็งโอลิมปิค

ก่อนอื่นขอแนะนำว่าให้ลองดูตัวอย่างซีรีส์เรื่องนี้ก่อน จะมองว่าเรื่องราวไม่ได้นำเสนอไปในทางหนังรักโรแมนติค แต่เป็นแนวดาร์คใกล้เคียงกับหนังเต้นบัลเล่ต์ชื่อดังอย่าง Black Swan ซึ่งเป็นเรื่องของความทุ่มเทในการเต้นให้เปอร์เฟ็กต์จนแปลงเป็นโรคจิตสองบุคลิก ใน Spinning Out ก็เป็นเรื่องราวทำนองเดียวกัน โดยนางเอกในเรื่องนี้เป็น “โรคไบโพลาร์ อารมณ์สองขั้ว” และเล่นเรื่องราวของคนเป็นโรคนี้อย่างจริงจังครบทุกอาการ ซึ่งในเรื่องไม่ได้อธิบายอะไรไว้มาก ตอนดูอาจจะไม่ทันคิดว่าที่นางเอกแสดงออกมาเป็นอาการของโรค เลยอยากให้อ่านอาการของคนเป็นโรคนี้สั้นๆ ก่อนครับ จะทำให้ดูแล้วเข้าใจพฤติกรรมของนางเอกชัดเจนขึ้น (นางเอกจะเป็นด้านมาเนียเยอะกว่าด้านซึมเศร้า)

อาการของโรคไบโพลาร์
อาการของโรคไบโพล่าร์
Spinning Out
Spinning Out
เรื่องราวโดยรวม
เรื่องราวเริ่มมาคือ “แคท” นางเอกของเรื่องที่เป็นนักกีฬาดาวรุ่งมีพรสวรรค์ ในระหว่างการแข่งขันคุณประสบอุบัติเหตุจากท่ากระโดดขั้นสูงหมุนตัว 3 รอบ จนเกือบเสียชีวิตคาสนามแข่ง 1 ปีผ่านไปคุณกลับมาเล่นได้อีกรอบ แต่ก็พบว่าคุณกลัวการเล่นท่าสำคัญนี้มาก จนทำให้ไม่สามารถกลับมาแข่งขันได้อีก ในขณะที่คุณคิดถอนตัวจากแวดวง แคทกลับได้รับคำเชิญจาก “ดาช่า” โค้ชชาวรัสเซียของ “จัสติน” ชายหนุ่มนักสเกตเจ้าเสน่ห์บ้านรวย ให้เปลี่ยนมาเล่นสเกตคู่กัน เพื่อให้กรุยทางไปสู่โอลิมปิค

อุบัติเหตุในตอนเริ่มเรื่อง Spinning out
อุบัติเหตุในตอนเริ่มเรื่อง
หนังพาไปให้เห็นการฝึกซ้อมเตรียมตัวก้าวสู่โลกของสเกตน้ำแข็งแบบมืออาชีพ โดยมีเป้าหมายไต่จากระดับเขต ประเทศ สุดท้ายคือการไปแข่งโอลิมปิค ที่ทุกอย่างต้องเปอร์เฟ็กต์ เป็นเรื่องของการเล่นแบบไร้ที่ติเท่านั้นถึงจะมีตัวตนอยู่ในแวดวงนี้ได้ ซึ่งแม้แคทจะมีพรสวรรค์มาก ในเรื่องถูกปูมาว่าชนะที่ 1 มาตลอดตั้งแต่เด็กไม่เคยพลาดการยืนบนโพเดียม กลับประสบอุบัติเหตุครั้งเดียวจนหลอน และไม่สามารถกลับมาเป็นคนเดิมได้เลย แถมไม่ใช่แค่อาการหลอนจากอุบัติเหตุ แต่โรคไบโพล่าร์ที่คุณเป็นอยู่หนักขึ้นด้วยจากอุบัติเหตุ ซึ่งโรคนี้เป็นกรรมพันธ์ุสืบต่อมาจากแม่ (เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคนี้จริง) ซึ่ง “เจนน์” แม่ของคุณในอดีตก็เป็นสาวนักแข่งสเกตน้ำแข็งมีความสามารถและพลาดหวังจากการไปโอลิมปิคมาเหมือนกัน โดยทั้งแคทและแม่ต่างปกปิดอาการไบโพล่าร์ไม่ให้ใครรู้ มีเพียง “เซรีน่า” น้องสาวของคุณเท่านั้นที่รู้ และตกอยู่ในปัญหาอารมณ์แปรปรวนของทั้งสองคนมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ทั้งเกลียดและรักแม่กับพี่ไปพร้อมกัน และคุณเองก็เป็นนักสเกตนำ้แข็งรุ่นเยาว์ที่มีทักษะอีกคน ทั้งยังยังถูกคาดหวังว่าจะเป็นตัวแทนของทั้งแม่และพี่สาวสู่เส้นทางนี้ให้สำเร็จ

เจนน์แม่ของแคท
แม่ยังสาวของนางเอกก็รับบทเด่นไม่แพ้กัน (เป็นไบโพลาร์ด้วย)
หนังนำเสนอปัญหาทางจิตใจของครอบครัวนางเอก ซึ่งทั้งแคทกับเจนน์ก็อาการหนักไม่แพ้กัน โดยต้องใช้ยา Lithium (ลิเทียม) กดอาการไว้ แต่ยาก็มีผลทำให้คุณไม่สามารถซ้อมแข่งได้อย่างที่คิด หนึ่งในผลข้างเคียงจากยาคือทำให้เหนื่อยง่าย ทำให้คุณต้องเลือกชีวิตระหว่างการเสี่ยงเป็นบ้าหรือจะเป็นนักกีฬาอาชีพที่ต้องฝึกซ้อมให้ได้ตามที่คิด จึงเป็นเรื่องราวด้านดาร์คของเรื่องนี้ ที่หนังนำเสนอออกมาหนักพอสมควร อาจจะไม่ถึงขั้นแบบนางเอกในหนัง Black Swan ที่เห็นเลยว่าหลอนจนบ้าจริง แต่ก็ทำให้คิดว่าคนที่เป็นโรคนี้ต้องพบกับความยากลำบากขนาดไหน ซึ่งไม่ใช่แค่การเล่นกีฬา แต่รวมทั้งการใช้ชีวิตในสังคมกับคนอื่น ซึ่งโรคไบโพล่าร์ส่งผลกระทบทำให้ทั้งคุณและแม่อยู่ในอาการที่เรียกตัวเองว่า “สมองพัง” จนยากที่คนปกติจะเข้าใจ หนังก็หยิบเอาปัญหาพวกนี้มาใส่ไว้เป็นอุปสรรคในเรื่องให้นางเอกกับแม่ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ (สองคนนี้มีบทถือว่าพอๆ กันเลย)

รีวิว Spinning Out สาวจิตสองขั้วไบโพลาร์ ฝ่าฟันฝันสู่สเกตน้ำแข็งโอลิมปิค 1ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้คงคิดว่าหนังหนักอึ้ง มีแต่มุมดราม่าเครียดๆ ซึ่งก็ใช่ส่วนหนึ่ง แต่ในส่วนของเรื่องราวหลักทั้งหมด Spinning Out ก็ยังเป็นหนังสร้างฝันด้านกีฬา ความรัก มิตรภาพทั้งเพื่อให้นและครอบครัว ที่ครบหมดด้วยเช่นกัน โดยเป็นเรื่องราวการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งความรักและความฝัน ในมุมแบบที่ดูแล้วได้ฟีลกู๊ดมีกำลังใจ ทำให้เห็นความพยายามของนางเอกในการเปลี่ยนแปพอดีเอง จากคนที่เล่นสเกตเดี่ยวปิดตัวเองจากโรคไบโพล่าร์ มาเล่นคู่กับชายหนุ่มรูปหล่อบ้านรวยที่มีพรสวรรค์ (เรื่องดูน้ำเน่าหน่อย) และต้องการคุณมาเป็นคู่ไปสู่โอลิมปิค ด้วยความที่นางเอกมีอารมณ์แปรปรวนคาดเดาไม่ได้ ก็เป็นปัญหาการเล่นสเกตคู่ที่เข้ากันไม่ได้ ทำให้พระเอกต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ให้คุณไปกันได้กับเขา (โดยที่ไม่รู้ว่านางเอกเป็นโรค) ส่วนนางเอกเองก็พยายามสะกดอาการโดยไม่พึ่งยา จนบางครั้งถึงกับต้องกัดแขนตัวเองจนเลือดออก เพื่อให้ให้หยุดอาการของโรคนี้ให้ได้ นอกจากนั้นก็ยังต้องพยายามเข้าใจตัวเองว่าคุณคิดกับเขายังไงกันแน่ ในฐานะคู่สเกตที่มักต้องเป็นคนรักกัน เพื่อให้ให้ไว้ใจเล่นท่าต่างๆ ออกมาดีที่สุด

โลกของกีฬาสเกตนำ้แข็งที่ลึกซึ้งและอันตราย
หนังเจาะโลกของกีฬาสเกตน้ำแข็งออกมาได้ละเอียดมาก มีกระทั่งคอร์สสอนการเข้ากันทางจิตใจ คนออกแบบท่าเต้น ความหมายของชุดใส่แข่งที่ต้องแมตช์กับเพลง เลเวลของท่าต่างๆ ที่นักกีฬาด้านนี้ต้องผ่านไปให้ได้ ซึ่งก็มีทั้งแบบเดี่ยวกับแบบคู่ ซึ่งทำให้คิดว่าโลกของสเกตน้ำแข็งไม่ใช่ง่ายๆ เลย แถมยังมีความอันตรายหลายอย่างจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตัวละครในเรื่องแทบไม่มีใครไม่มีปัญหาอาการบาดเจ็บ ซึ่งคงมาจากเรื่องจริงเพราะกีฬาชนิดนี้มีทั้งความเร็ว การทรงตัวบนพื้นนำ้แข็ง โดยที่ร่างกายปราศจากเครื่องป้องกัน รองเท้าสเกตเองก็เป็นอันตรายรังควานนักกีฬากลับมาได้ด้วย แถมความโหดของสเกตน้ำแข็งที่อันตรายไม่พอ ในแวดวงนี้ยังต้องการแต่คนที่เล่นได้อย่างเปอร์เฟ็กต์ทุกจังหวะตามเพลง ซึ่งดูแล้วกดดันมากทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้นางเอกซึ่งมีอาการกลัวจากอุบัติเหตุ และเป็นโรคไบโพล่าร์ด้วย ยิ่งเจอแต่ปัญหาหนักเข้าไปอีก

รีวิว Spinning Out สาวจิตสองขั้วไบโพลาร์ ฝ่าฟันฝันสู่สเกตน้ำแข็งโอลิมปิค 2ในส่วนการต่อสู้ของนางเอกให้ได้มาซึ่งความฝัน สนุก กดดัน และน่าติดตามตลอดเรื่อง แต่เสียแค่ว่าตอนจบของเรื่องหนังผ่านการแข่งรอบสุดท้ายไปแล้วตัดจบ ทำให้รู้สึกผิดหวังเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นไคลแม็กซ์สุดท้ายตามแบบหนังกีฬาที่ตอนจบต้องสนุกลุ้นสุดของเรื่อง แต่ในระหว่างเรื่องมีฉากสวยและทรงพลังให้ได้ดูมากพอสมควร และด้วยการเล่นจริงเป็นส่วนใหญ่ของนางเอก Kaya Scodelario ทำให้แต่ละฉากที่ออกมาดูเรียลสมจริง ไม่ได้เป็นแบบใช้ดาราตัวแทนมาเล่น รวมทั้งพระเอก Evan Roderick ที่เล่นจริงด้วยเช่นกัน เข้าใจว่าดาราในเรื่องตัวหลักน่าต้องผ่านคอร์สสเกตมาอย่างหนักเพราะหนังเล่นมุมกล้องขณะเล่นสเกตในแบบที่ตัวแสดงเล่นแทนไม่ได้แทบทั้งเรื่องครับ

หน้าที่ของตัวละครสมทบ
ด้วยความที่เป็นซีรีส์จึงมีการแตกย่อยเรื่องราวไปยังตัวละครสมทบอื่นๆ ซึ่งก็มีบทมีเรื่องราวการไล่ตามฝันแยกกันไป ไม่ใช่มีโลกของสเกตน้ำแข็ง (มีสกีเสริมมาด้วย) ซึ่งถ้าดูแล้วหลายตัวละครเหมือนพยายามยัดเผ่านาอย่างจงใจให้มีบทเรียกคนดูหลายกลุ่มเพิ่มเติม อย่างตัวละครชายหนุ่มผิวดำที่หลงรักนางเอก ก่อนจะแตกใจความสำคัญไปเรื่องราวปัญหาสีผิวส่วนตัวเข้าไปอีก หนังจึงดูพยายามจับปลาหลายมือกับตัวละครสมทบจนมากเกินไป ทั้งๆ ที่เรื่องราวของครอบครัวนางเอกกับเพื่อให้นร่วมแวดวงก็น่าจะเยอะมากแล้ว ถือว่าเป็นจุดบอดของเรื่องที่ดูไปอาจจำเป็นต้องเบื่อกับบทตัวละครสมทบพวกนี้อยู่บ้าง ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องราวที่เพิ่มมาไม่ใช่โลกของสเกตน้ำแข็งตามที่คนดูต้องการจริงๆ ด้วย

สรุปความน่าสนใจของ Spinning Out
รีวิว Spinning Out สาวจิตสองขั้วไบโพลาร์ ฝ่าฟันฝันสู่สเกตน้ำแข็งโอลิมปิค 3เป็นซีรีส์แนวกีฬาที่ทำออกมาดีมากทั้งในแง่คุณภาพการถ่ายทำ ดาราหนัง บทที่พาไปเจาะลึกโลกของกีฬาสเกตน้ำแข็งที่สวยงามและอันตรายมากไปพร้อมกัน รวมทั้งการที่วางเรื่องราวเป็นสายดาร์คเกี่ยวกับการต่อสู้กับจิตใจตัวเองของคนเป็นโรคไบโพล่าร์ ที่ดารานางเอกกับแม่ตีบทแตกมากทั้งสองขั้ว (อารมณ์ดีจนเหมือนคนบ้ากับหดหู่ดิ่งจนน่ากลัว) รวมทั้งเรื่องราวความรักแอบลุ้นมีฟิน เหมือนหนังรักดีๆ ได้เลย ถึงจะน้ำเน่าไปบ้าง แต่สิ่งที่ลดความสนุกของเรื่องไปมากคือการสร้างเนื้อเรื่องให้ตัวละครสมทบมากจนเกินไป แถมความคิดว่ามีเป็นการยัดเยียดเผ่านาตามสูตรสำเร็จที่ไม่มีการพลิกหักมุมอะไรก็แล้วแต่ทำให้เรื่องราวดูน่าเบื่อกับตัวละครพวกนี้อยู่หลายตัว แต่ก็ยังถือว่าโดยรวมยังพอรับได้ครับ

Vampires

เรื่องราวโดยย่อ
Vampires (Netflix) เริ่มเรื่องราวด้วยการเกริ่นนำเรื่องราวของแวมไพร์เกี่ยวกับ แวมไพร์มีอยู่จริง หลบซ่อนอยู่ในสังคมเราแบบลับ ๆ อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มคอมมิวนิตี้หนึ่ง โดยมีกฏว่า ต้องเชื่อฟังคำสั่งของคอมมิวนิตี้แค่นั้นทุกคนอยู่ในคำสั่งใต้คำบรรชาทั้งหมดยกเว้น ครอบครัวราเดสกุ ซึ่งก็คือกลุ่มครอบครัวตัวละครหลักของเรา

 

รีวิวซีรีส์ Vampires (Netflix) ความจำเจกับการเล่าเรื่องเดิม ๆ 1

โดยรวมซีรีย์ดำเนินเนื้อเรื่องได้ดี เล่าเรื่องได้เรื่อย ๆ ไม่เนือยหรือน่าเบื่อจนเกินไป ตัวซีรีย์เล่าเรื่องได้เร็ว แต่จะไม่บอกเรื่องราวทั้งหมดออกมาเลย จะค่อย ๆ เผยปมอย่างช้า ๆ ให้เราได้ติดตามกัน แต่ข้อเสียหลัก ๆ ของซีรีย์นี้คือมัน cliche ซ้ำซากจำเจ ไม่ได้มีความแปลกใหม่อะไรเนื้อเรื่องอย่างงี้เราเคยเห็นมาแล้วอย่างมาก ตามภาพยนต์และซีรีย์ทั่ว ๆ ไป ถ้าดูแบบไม่คาดหวังอะไร ก็ดูได้เรื่อย ๆ บทไม่ได้แย่ถึงขั้นเราต้องปิดหนีแต่ก็ไม่ได้ดีจนถึงขั้นเราต้องเชิดยก

*สปอยโดยย่อของเนื้อเรื่อง*
ซีรีย์เริ่มเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวโดอิน่า ในช่วงตอนต้นตัวคุณมีผื่นขึ้นรอบ ๆ ข้อพับของคุณ ร่างกายดูเหนื่อยล้า อ่อนแอ พี่ชายคนรองจึงแนะนำให้คุณหยุดกินยา เพราะพี่ชายคุณเองก็หยุดกินยาเช่นกัน มันก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อตัวพี่ชาย และนั้นคือสาเหตุที่คุณเริ่มหยุดกินยา ทำให้ผืนรอบตัวคุณก็ได้หายไปแล้วแต่การเลิกยาของคุณส่งผลต่อตัวคุณต่างกับพี่ชาย โดยคุณเริ่มมีพละกำลังต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น และในที่สุดด้านที่เป็นแวมไพร์ของคุณก็ตื่นขึ้นมา คุณไม่สนใจอาหารมนุษย์ คุณเริ่มสนใจในเลือด แต่สิ่งที่ทำให้คุณต่างจากแวมไพร์ทั่วไปคือคุณสามารถโดนแสงแดดได้
เรื่องราววุ่นวายมากขึ้นเมื่อคุณเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ คุณได้ไปกัดเพื่อให้นจากโรงเรียนของคุณ ซึ่งคุณเอสก็แอบชอบคนๆนั้น ตัวซีรีย์ทำให้เราคิดว่าพวกคุณทั้งคู่ต่างสนใจกันและกันอยู่ แต่ในขณะเดียวกันตัวโดอิน่า ก็ได้รับความสนใจจากเลดิสลัส ชายแปลกหน้าที่ปรากฏตัวพร้อมยื่นจดหมายจากคอมมิวนิตี้มาให้ โดยชายคนนั้นคือลูกของตระกูลแวมไพร์ตระกูลหนึ่งที่เป็นศัตรูกับครอบครัวของคุณ

นอกจากเรื่องราวกลุ่มนี้แล้ว ยังมีความวุ่นวายต่าง ๆ ภายในเรื่องต่าง ๆ ทั้งเรื่องกลุ่มคอมมิวนิตี้แวมไพร์กลุ่มนี้ ความพิเศษของเลือดนางเอกที่สามารถรักษาและช่วยเหลือแวมไพร์ได้ ประวัติพ่อของโดอิน่าเรื่องการวิจัยเซลล์ความเป็นอมตะที่มีการโผล่เผ่านาในตอนท้าย แต่ถึงจะมีหัวข้อต่าง ๆ เผ่านาเพิ่มในเรื่องอย่างมาก เนื้อเรื่องก็ไม่ได้ทำให้เราสนใจที่จะติดตามเนื้อเรื่องต่อสักเท่าไหร่ เพราะอย่างที่บอกมันไม่ได้แปลกใหม่

การตีความแวมไพร์ในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ต่างจากการตีความเชื้อไวรัสของเหล่าซอมบี้เสียทีเดียว ในซีรีย์เล่าว่าแวมไพร์กำเนิดมาจากการระบาดของโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้คนที่ติดเชื้อ โดนแสงแดดและกินได้แต่เลือด  คอมมิวนิตี้นี้จะมีผู้อาวุโสเป็นแวมไพร์ที่อายุมากสุดในกลุ่มเป็นหัวหน้าของกลุ่มแวมไพร์นี้ โดยในเรื่องเล่าว่าตัวผู้อาวุโสคุณเองก็สามารถถูกแสงแดดได้เช่นกัน คุณตั้งอกตั้งใจว่าจะว่าส่งต่ออำนาจการดูแลเหล่าแวมไพร์ในนางเอกแต่ถูกขัดขวางจากแวมไพร์คนหนึ่งที่เป็นศัตรูกับครอบครัวนางเอก และในตอนท้ายพวกศัตรูนั้นก็ถูกเผาทั้งเป็น และกลุ่มคอมมิวนิตี้นี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทุกคนกระจายตัวออกไป

รีวิวโดยรวม *มีการดึงเนื้อเรื่องมาบางส่วน
รีวิวซีรีส์ Vampires (Netflix) ความจำเจกับการเล่าเรื่องเดิม ๆ 2

ซีรีย์เริ่มมาเล่าถึง โดอิน่า ราเดสกุ เด็กสาวอายุ 17 ปีเรียนอยู่ในโรงเรียนไฮสคูลทั่วไป แต่ครอบครัวคุณมีความลับซ่อนอยู่คือครอบครัวคุณเป็นแวมไพร์ จะเริ่มเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงจากมนุษย์เปลี่ยนไปเป็นแวมไพร์ของคุณ เนื้อหาในซีรีย์ถูกเล่าผ่านตัวละครครอบครัวของคุณเป็นหลัก

การตีความแวมไพร์ในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ต่างจากการตีความเชื้อไวรัสของเหล่าซอมบี้เสียทีเดียว ในซีรีย์เล่าว่าแวมไพร์กำเนิดมาจากการระบาดของโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้คนที่ติดเชื้อ โดนแสงแดดไม่ได้และดื่มได้แต่เพียงเลือดแค่นั้นกลุ่มติดเชื้อพวกนี้จึงรวมตัวกันเป็น คอมมิวนิตี้

ตลอดทั้งซีซั่นการดำเนินเนื้อเรื่องแบบเล่าไปเรื่อย ๆ มีการพยายามเพิ่มความรู้สึกตื่นเต้นให้กับผู้รับชมผ่านการใช้เสียง ใช้ซาวด์ดนตรี มุมกล้องให้มันดูกดดัน น่าตื่นเต้นบ้างในบางจังหวะ แต่เท่าที่ดูแล้วตัวซีรีย์ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอินไปกับเนื้อเรื่องเลย กลับกันยังทำให้ความน่าสนใจในเรื่องราวลดน้อยลงไปอีกรีวิวซีรีส์ Vampires (Netflix) ความจำเจกับการเล่าเรื่องเดิม ๆ 3

ทางด้านตัวละคร ตัวละครในซีรีย์ ยังพอมีความน่าสนใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้น่าติดตามเหมือนในหนังแวมไพร์เรื่องอื่น ๆ เสียเท่าไหร่ แน่ๆว่าความเป็นแวมไพร์ มันยังคงมีความลุ่มหลง มัวเมา และมืดมน เรื่องนี้เองก็มีเช่นกัน เนื้อเรื่องก็ไม่ได้พยายามสร้างความแตกต่างจากหนังแวมไพร์ที่เคยมีมา ยังคงมีแนวความรักวัยรุ่น การขยายอำนาจ และการคงอยู่ของเหล่าแวมไพร์

การเปลี่ยนแปลงความเป็นมนุษย์กับแวมไพร์ของโดอิน่า เราก็จะเห็นการเปลี่ยนผ่านจากคนไปสู่แวมไพร์ในซีรีย์ ไม่ได้มีการทำใหม่ เล่าใหม่อะไร ระหว่างที่เราดูการดำเนินเรื่องเราก็สามารถเดาเรื่องราวต่อ ๆ ไปได้ไม่ยาก ในมุมมองความรักของซีรีย์เรื่องนี้ก็ไม่ได้หวือหวาโรแมนติกอะไรมาก มันแอบมีความคลุมเครือเสียด้วยซ้ำ การพยายามปกปิดตัวตนของนางเอก กับเพื่อให้นก็เป็นอะไรที่ดูเฉย ๆ เดาได้ และตัวซีรีย์เองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับในส่วนนี้นัก จะเน้นไปที่เรื่องราวแวมไพร์ของคอมมิวนิตี้ และครอบครัวมากกว่า

ตัวละครบางตัวก็มีเอกลักษณ์ บุคลิกที่แตกต่างกันไปจนเราสามารถจดจำได้ ว่าใครเป็นใคร แต่ในขณะเดียวกัน เราไม่รู้สึกอินหรือเอาใจช่วยตัวละครใดใดในซีรีย์เลย เพราะความไม่แปลกใหม่อีกเช่นกัน นอกจากนี้ความข้องเกี่ยวในครอบครัวตัวหลัก ก็มีความเดียวดีเดียวร้ายตลอดเวลา บางตอนก็จะตีกัน สมุทราะกัน แต่บางตอนก็รักกันจนเราเองก็งง ๆ ว่าจริง ๆ แล้วครอบครัวนี้รักกันจริงรึเปล่า?

เนื้อเรื่องหลัก ๆ โดยรวมทั้งซีซั่น ยังไม่จบดี ยังมีปมปริศนาที่ค้างคาเอาไว้ให้ได้ติดตามกันต่อไปในซีซั่นหน้า โดยรวมเรื่องราวของบท ตัวละคร มันไม่ได้แปลกใหม่หรือมีความน่าสนใจอะไรมากนัก นั้นถือเป็นความน่าเสียดายหลัก ๆ ของซีรีย์เรื่องนี้ ใครที่ไม่ชอบเนื้อเรื่องแนว ๆ แนะนำให้ปล่อยผ่านไปได้เลย แต่ใครที่ชอบในเรื่องราวเกี่ยวกับแวมไพร์ก็สามารถดูได้ เพราะเนื้อเรื่องมันไม่ได้แย่ขนาดจนต้องปิดจอหนี ยังคงมีความกลาง ๆ อยู่ที่สามารถดูได้แบบผ่าน ๆ

เรื่องย่อ รัก 100 วันของฉันและองค์ชาย (100 Days My Prince) ตอนที่ 12

ครั้นเสนอปลดองค์ชายรัชผู้สืบสกุลไม่สำเร็จ เสนาชอง (เสนาฯ ขวา) จึงรีบไปรายงาน "พระมเหสีปาร์ค" โดยบอกว่าการปลดองค์ชายรัชผู้สืบสกุลไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะมีเสนาซ้ายซึ่งเป็นพ่อตาองค์ชายรัชผู้สืบสกุลคอยขัดขวาง แต่พระมเหสีถือคติที่ว่าจะตีเหล็กต้องตีตอนร้อนจึงคิดที่จะเดินหน้าต่อและรุกหนักขึ้น เสนาชองเตือนว่าขืนทำการโดยบุ่มบ่ามจะไม่มีทางชนะ พระมเหสีแย้งว่าตนเป็นถึงพระมเหสี ดังนั้นตำแหน่งผู้สืบทอดราชบัลลังก์จึงควรเป็นของ "ซอวอนแทกุน" (องค์ชายซอวอน) ลูกชายตน ไม่ใช่ลูกชายนายหญิงตระกูลชินผู้ล่วงลับซึ่งเป็นเพียงสามัญชน  เสนาชองมองว่าองค์ชายรัชผู้สืบสกุลสุขภาพไม่สู้ดีจึงน่าจะอยู่ได้ไม่นานเลยขอให้พระมเหสีอดทนรอ แต่พระมเหสีไม่อยากนั่งรอเวลาแล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกธรรมชาติ จึงบอกว่าตนจะคิดแผนให้ทุกอย่างแลดูเป็นธรรมชาติเอง และดูเหมือนว่าตอนนี้แผนของตนใกล้สัมฤทธิ์ผลแล้ว

* แทกุน เป็นคำที่ใช้เรียกองค์ชายซึ่งถือกำเนิดจากพระมเหสีและไม่ได้เป็นองค์ชายรัชผู้สืบสกุล หากเกิดจากพระสนมจะเรียก "กุน"

หลังนอนท่าเดิมตรงเวลานานหลายวันในที่สุดยูลก็ลุกขึ้นนั่งพลางบ่นปวดเมื่อย เขามองยาบนโต๊ะแล้วเปรยกับทงจูว่าใครบางคนคงกำลังนั่งดีใจเพราะคิดว่าตนใกล้ตาย ที่แท้ก่อนหน้านี้ยูลสงสัยว่ายาที่หมอหลวงนำมาให้มีปัญหาเลยแอบไปเค้นความจริงจากปากหมอหลวงที่นอกวัง โดยบอกว่าก่อนหน้านี้ตนอาเจียนหนักจนทานยาไม่ได้ พอหยุดทานยาแล้วอาการกลับค่อยๆ ดีขึ้น ตนเลยแอบเทยาทิ้งโดยไม่ให้ใครรู้ทำให้ตอนนี้อาการดีขึ้นมาก หมอหลวงรับรองว่าตัวยาไม่มีปัญหาแต่ยอมรับว่ามีคนปองร้ายยูลจริง เขาชี้ว่าแม้ส่วนผสมของยาจะไม่มีพิษแต่ถ้าทานร่วมกับของว่างที่ยูลโปรดปรานจะเป็นพิษต่อร่างกาย ตนย้ำแล้วว่าห้ามยกถวายคู่กันและได้เขียนรายการอาหารอย่างอื่นทดแทนให้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะมีคนจงใจฝ่าฝืน ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าคนๆ นั้นเป็นใคร แต่มีสาวใช้คนหนึ่งของสำนักหมอหลวงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ยูลชวนทงจูเล่นเป็นนักสืบอีกรอบ ทงจูคิดว่าเป็นเรื่องร้ายแรงจึงแนะให้ทูลพระราชา ทั้งยังสงสัยว่าอาจเป็นความสามารถพระมเหสี ยูลแย้งว่าพวกตนยังไม่รู้แน่ชัดและไม่มีหลักฐานจึงไม่อาจฟันธง ที่สำคัญในวังหลวงแห่งนี้ตนไว้ใจใครไม่ได้สักคน…แม้กระทั่งพระบิดา  เพราะไม่ว่าลูกคนไหนจะได้เป็นองค์รัชผู้สืบสกุลก็ไม่มีอะไรแตกต่างสำหรับพระองค์ ด้วยเหตุนี้ตนจึงจำเป็นต้องควานหาหลักฐานมามัดตัวคนร้ายให้ได้เสียก่อน