แทกิล ยอดพยัคฆ์นักล่า ตอนที่ 7.2

เชถามย้ำว่าแทกิลเห็นออนยอนจริงหรือ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขามักเห็นหญิงอื่นเป็นออนยอนบ่อยครั้ง เชตั้งข้อคิดเห็นว่าถึงจะเป็นออนยอนจริง ก็ไม่มีเหตุผลที่คุณจะหนีตามแทฮา ทาสหลบหนีจะอยู่กับอดีตผู้บัญชาการค่ายฝึกทหารได้ยังไง แทกิลกล่าวว่าที่เชพูดก็ถูก และพูดว่า 'ไปกันเถอะ' เชนึกว่าแทกิลจะล้มเลิกแผนไล่ล่าแล้วมุ่งหน้ากลับเมืองฮันยาง แต่แทกิลกลับบอกว่าจะไปตามจับซง แทฮา เพราะจับได้เมื่อไหร่ก็จะรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือออนยอนจริงหรือเปล่า 

แทฮาแบกร่างอันไร้สติของเฮวอนเข้าไปพักรักษาอาการบาดเจ็บในถ้ำ เมื่อวางร่างอันอ่อนระทวยของเฮวอนลงนอนกับพื้นแล้ว แทฮาก็จ้องหน้าเฮวอน แล้วยื่นหน้าลงไปหาหาใบหน้าของคุณช้าๆ…

แทฮาเอาใบหูแนบปากของเฮวอนเพื่อให้ฟังดูว่าคุณกำลังพูด (เพ้อ) อะไรอยู่ในลำคอ ได้ยินแล้วแทฮาแทบหมดแรง แต่เฮวอนก็ตอกย้ำด้วยการลืมตาแล้วพูดให้ได้ยินชัดๆ ว่า "นายน้อย" ก่อนที่จะหมดสติไปอีกรอบ  หลังจากนั้นแทฮาก็รีบวิ่งออกจากถ้ำไป

เสนาบดีอี คยองชิก สั่งให้พัคซอกว้านซื้อเขาควายน้ำให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เหตุเพราะเขาควายน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญในการนำมาผลิตเป็นคันธนูเขาสัตว์ (ธนูโบราณของเกาหลี ส่วนท้องของคันธนูทำจากเขาควายน้ำ แกนกลางทำจากไม้ไผ่ ส่วนหูทั้งสองข้างทำจากไม้) 

เนื่องด้วยที่ผ่านมาอาณาจักรต้าชิงจะสั่งซื้อคันธนูเขาสัตว์จากโชซอนเพียงแค่นั้นเสนาบดีรู้ว่าถ้าตัวแทนต้าชิงเดินทางมาถึงโชซอนเมื่อไหร่ก็จะประกาศห้ามซื้อขายเขาควายน้ำ เพื่อให้ป้องกันไม่ให้ทัพโชซอนมีความหนักแน่น เขายังรู้ด้วยว่าถ้าองค์รัชผู้สืบสกุลองค์ปัจจุบัน (องค์ชายฮโยจง พระโอรสองค์ที่สองของพระเจ้าอินโจ) ขึ้นครองราชย์เมื่อไหร่ จำเป็นที่จะต้องนำกองกำลังบุกขึ้นไปโจมตีด้านทิศเหนือเพื่อให้เฉดหัวไล่ต้าชิง และเมื่อถึงเวลานั้นเขาควายน้ำก็จะมีค่าดุจทองทอง ใครที่มีไว้ในครอบครองก็จะมีอำนาจและมีเงินมหาศาล

แม้พัคซอนจะความรู้สึกว่าเป็นการหาประโยชน์ใส่ตัวและอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของโชซอน แต่เสนาบดีอ้างว่าทุกข้างจะได้ประโยชน์จากการกักตุนเขาควายน้ำในคราวนี้ และเพื่อให้ให้พัคซอนยอมเป็นบริวารผู้จงรักภักดี เสนาบดีจึงบอกว่าจะให้พัคซอนเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งขุนนางใหญ่ เพราะเขาไม่มีลูกชาย

ในที่สุด อ๊บบ๊ก และทาสร่วมขบวนการกวาดล้างชนชั้นสูง ก็ได้รับมอบหมายให้ฆ่าเหยื่อคนแรก (พัค บยอง) ในคืนนั้น ทั้งยังได้รับคำสั่งให้นำเงิน 1,000 ยางในตัวเหยื่อไปใช้เป็นทุนในการทำงานครั้งต่อๆ ไปด้วย

ระหว่างที่เฮวอนนอนหมดสติอยู่ในถ้ำ แทฮาก็รีบวิ่งไปหาสมุนไพรในป่าเพื่อให้นำมารักษาบาดแผลให้เฮวอน ถึงแม้จะนอนซมพิษจากบาดแผล แต่ในมือของเฮวอนยังคงกำก้อนหินของนายน้อยแทกิลเอาไว้ตลอดเวลา 

เมื่อได้สมุนไพรมาแล้ว แทฮาก็รีบนำมาตำเพื่อให้ทำเป็นยา จากนั้นก็นึกได้ว่าจำเป็นที่จะต้องถอดเสื้อของเฮวอนออกก่อน จึงจะใส่ยารักษาบาดแผลให้คุณได้ ในตอนแรกแทฮารู้สึกลังเลใจว่าควรถอดเสื้อเฮวอนดีหรือเปล่า แต่ในที่สุดเขาก็ค่อยๆ ดึงผ้าผูกเสื้อ แล้วเปิดออก ทำให้เห็นรอยแผลเป็นที่หน้าอกของเฮวอน (เกิดจากการลบรอยสักที่ระบุคำว่า "ทาส") แทฮาเห็นแล้วหยุดชะงักไปชั่วครู่  จากนั้นก็เริ่มปลดสายเสื้อด้านในของเฮวอน

ระหว่างปลดสายเสื้อด้านใน แทฮาพยายามหันหน้าไปมองทางอื่น จากนั้นก็ค่อยๆ เปิดเสื้ออีกด้านออก เขาประคองลำคอและไหล่ของเฮวอนเพื่อให้จับคุณลุกขึ้นนั่งอย่างทะนุถนอม แล้วค่อยๆ ถอดเสื้อของคุณออกมา  แทฮานำสมุนไพรมาทาแผลให้เฮวอนอย่างเบามือ เมื่อเห็นเฮวอนแสดงอาการเจ็บปวดเขาก็มีสีหน้าเจ็บปวดตามไปด้วย   

เฮวอนที่ยังคงนอนหมดสตินึกถึงเหตุการณ์ตอนที่นายน้อยแทกิลถูกพี่ชายของคุณรังแกท่ามกลางเปลวไฟ คุณค่อยๆ ยื่นมือขึ้นเพื่อให้ไขว่คว้าหานายน้อยแทกิล (ที่คุณเข้าใจว่าตายในกองไฟ) เมื่อชายชาติทหารอย่างแทฮาหันมาเห็นมือของเฮวอน ก็รู้ได้ทันทีว่าคุณกำลังโหยหาชายคนรัก จึงลังเลว่าจะจับมือเฮวอนดีหรือเปล่า

Warm Bodies (ซอมบี้ที่รัก)

เรื่องย่อ
เรื่องราวความรักระหว่างมนุษย์กับซอมบี้นามว่า อาร์ ซอมบี้ชายหนุ่มที่อาศัยอยู่ใน
โลกที่ไม่หลงเหลือมนุษย์ แต่ในวันหนึ่ง เขาได้สัมผัสถึงความทรงจำอันอบอุ่นจากเหยื่อสาวสวย
จูลี่ คือชื่อคุณ และเป็นหญิงสาวที่ อาร์ ตกหลุมรักแทบจะเมื่อได้เห็นคุณ 
ถึงแม้ว่าหัวใจของอาร์ จะหยุดเต้นไปแล้ว แต่วินาทีแรกที่ได้เห็นจูลี่
มันทำให้เขารู้สึกถึงเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ และนี่เป็นนัดแรกที่ซอมบี้อย่างเขา
อยากกลับมามีเลือดเนื้อและหัวใจเฉกเช่นมนุษย์… อีกที

สัมผัสส่วนตัวโดยรวม

ก่อนดู =>  จำได้ว่าตีตั๋วฟรีไปดูหนังเรื่องนึงเมื่อปลายปีที่แล้วกับเพื่อให้นแต่หนังเรื่องที่ไปดูนั้น 
ยังไม่ทำให้ประทับใจได้เท่ากับตัวอย่างหนังเรื่องนี้เลยและด้วยความประทับใจที่ว่านี้เอง 
มันสร้างการเคลื่อนไหวอะไรบางอย่างในสมองเรื่อยมาเฝ้ารอวันที่จะได้ไปดูแบบเต็มๆ 
โดยไม่สนใจว่า… ใครจะรีวิวอย่างไร หรือหนังจะไร้สาระจนต้องส่ายหน้าใส่ก็ตามที

 ขณะดู =>  ยอมรับเลยว่าก่อนที่จะเดินเข้าโรงไปดูหนังเรื่องนี้นั้น ง่วงมากๆ
แต่เอาสิ ! หนังทำให้เราตื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ตื่นเพราะกลัวจนต้องสะดุ้ง หรืออะไรเทือกนั้น
ที่ตื่นตลอดก็เพราะหนังซอมบี้มีรักเรื่องนี้มีครบแทบทุกรสชาติที่หนังควรมีเลยก็ว่าได้
ฮา เศร้า ซึ้ง สยอง สะดุ้ง… หนังเรื่องนี้ให้หมด แต่นั่นก็อยู่ในบรรทัดฐานที่ว่า
"อย่าได้เอาอะไรมาก"  

หลังดู =>   หนังไม่ได้ให้ความพีคอะไรบ้างที่อยู่ในความรู้สึกมากนัก แต่ถ้าดูและคิดให้ดีจะรู้ว่า 
คนทำหนังและผู้ประพันธ์บทได้ซ่อนและสร้างสัญลักษณ์บางสิ่งบางอย่างเอาไว้ภายใต้คำว่า 
" เ ป็ น ไ ป ไ ม่ ไ ด้ " และ " ต ล ก บ้ า บ อ "
ซึ่งมันคุ้มค่ามากสำหรับคนชอบดูหนังอย่างเรา

ขอ ปล. นิดนึง  ตั้งแต่ดูหนังในโรงมา ไม่เคยตีตั๋วไปดูหนังเรื่องไหนแล้วเห็นคนเต็มโรงขนาดนี้ 
ชนิดที่ว่า… เต็มทุกที่นั่งเลยก็ว่าได้ (อาจเป็นเพราะวันแห่งความรักด้วย)

SmileySmileySmiley

ขอบคุณข้อมูลทั่วไปจาก  Warm Bodies Movie , กระปุกหนังใหม่ , เมเจอร์
ขอบคุณเรื่องย่อจาก  เมเจอร์
ขอบคุณภาพหนังจาก  We love movies club

เต้นถึงใจ ใจถึงเธอ (Make Your Move)

เรื่องย่อ

ดอนนี่  เพิ่งจะพ้นโทษจากคุกและโดนทัณฑ์บนต่ออีกราวหกเดือน
กับข้อหาใช้ความชำนาญดึงดูดสายตาผู้คนแล้วใช้พรรคพวกปลดทรัพย์จากคนดู
แน่ๆ! เขาไม่ใช่คนดี แต่แล้วเรื่องราวก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
เมื่อเขาได้เจอแม่สาวคิตตี้ อายะ คุณรักในสิ่งเดียวกัน แต่ความประทับใจที่นำไปสู่
ห้วงแห่งความรักมักไม่จบอย่างราบรื่นเมื่อต่างข้างต่างเจอกับรักต้องห้าม
เพราะรอยร้าวที่เกิดขึ้นระหว่างพี่ชายของทั้งสองคน ความตั้งมั่นใหม่เกิด
ความพยายามใหม่จึงเกิดด้วยเช่นเดียวกัน

สัมผัสส่วนตัวโดยรวม

ก่อนดู  => ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณกิจกรรมดี ๆ จาก Sanook.com ทำให้เรา
ได้ไปดูหนังเรื่องนี้แบบงง ๆ จำได้ว่าตอนดูทีเซอร์เรื่องนี้ ความรู้สึกว่า

"กว่าพระนางแมร่… งจะได้กันนี่ เต้นประมาณสิบแปดล้านรอบถึงจะถอดหมด อุ๊บส!"

ประมาณว่าดูทีเซอร์และก็ขำกับความคิดตัวเอง

ขณะดู  => ต้องบอกก่อนว่าเป็นคนไม่ติดตามหนังแนวนี้สักเท่าไหร่
เท่าที่เคยดูผ่านตามาอย่างประเภท Step Up มันไม่ติดตา ไม่มีภาพจำ
พอมาดูเรื่องนี้เลยความรู้สึกว่าก็ดู ๆ ไปแล้วกัน

หนังเดินเรื่องได้รวดเร็วดีไม่เยิ่นเย้ออะไรมาก ไม่น่าเบื่อนะดูได้เรื่อย ๆ 
ก็แค่ถ้าใครชอบความตื่นเต้น ประเภทหักมุม คิดตามไม่ทัน
คงจะไม่ใช่แนว เพราะว่าหนังค่อนข้างเป็นแบบสูตรสำเร็จเหมื่อนดราม่าละครไทย
ที่คุณจะรู้ว่า ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร
เรียกว่าเดาถูกตั้งแต่ห้านาทีแรกก็ว่าได้

แต่ทั้งหมดนั่นไม่ได้หมายความหนังไม่น่าติดตามนะ
สิ่งที่ดึงดูดได้ดีของหนังเรื่องนี้ ไม่สิ ต้องบอกว่าหนังแนวนี้ก็คือ
ทักษะของดาราในเรื่องของการเต้น ลีลาตามจังหวะต่าง ๆ 
มันทำให้เราครึ้มใจได้อย่างบอกไม่ถูก เกิดต้องการจะโยก ต้องการจะกระโดดบ้าง

หลังดู  => โดยรวมคิดว่าหนังทำได้ดี เราชอบลีลาการเต้นที่ถูกออกแบบ
มาให้สอดคล้องกับเพลง ซึ่งทำให้เราเห็นภาพได้ง่ายมากขึ้น
และมันก็ทำให้เราไม่คิดมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เรียกว่าดูแบบสบายตาสบายใจ
ส่วนตัวคิดว่าคนที่ชอบหนังแนวนี้ไม่น่าพลาดนะ 
อีกอย่างที่ทำให้หนังดูดีก็คือ ตอนเข้าพระเข้านางทุกฉากมันจั๊กจี้ดีนะ 🙂

ที่สำคัญแลยคือ หนังเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า 

"การทำการตลาดบนโลกออนไลน์มีอิทธิพลมากขนาดไหนในปัจจุบัน"

ส่วนเรื่องข้อคิดติดใจก็พอมีบ้างอย่างตอนที่พี่ชายของพระเอก
พูดสันดอนอะไรบางอย่างที่พระเอกเป็น แล้วเราความคิดว่ามีมันน่าจะตรงกับคนอีกจำนวนไม่น้อยนะ
สันดอนแบบงี้…

เวลาที่เขาความคิดว่ามีทำได้แล้ว เขาจะถือมันไว้ในมือแค่ห้านาที
แล้ว เขาก็จะปล่อยมันไปด้วยความว่างเปล่า
เช่นเดียวกันกับไม่เคยพยายามจะถือมันมาก่อน

Rambo 5: Last Blood ปิดตำนาน 40 ปีแรมโบ้นักรบเดนตาย By Folkplay On Sep 21, 2019 Last updated May 30, 2020

รีวิว Rambo 5: Last Blood ภาคปิดตำนานเกือบ 40 ปีของ แรมโบ้ นักรบเดนตาย โดย “ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน” กลับมาสวมบทเป็น จอห์น แรมโบ้ อีกทีในรอบ 10 ปี (ภาคปัจจุบันปี 2008) ที่คราวนี้เขาได้กลับไปยังบ้านเกิดแสนสงบเพื่อให้หวังใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา แต่ความสงบก็ถูกทำลายเมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตอันโหดร้าย โดยมีแก๊งชาวเม็กซิกันเป็นผู้จุดชนวน เมื่อพวกเขาจุดไฟสงคราม แรมโบ้ก็จะใช้ทักษะเก่าของนักรบเดนตายในการปิดฉากมัน

Rambo: First Blood เข้าฉายนัดแรกในปี 1982 เป็นหนังที่สร้างตัวเอกแรมโบ้ให้เป็นคนที่เป็นโรค PTSD ที่มีอาการหลอนจากบาดแผลในจิตใจจากสงครามเวียดนาม สงครามที่สร้างความอับอายมากที่สุดให้กับสหรัฐอเมริกา เหล่าบรรดาทหารผ่านศึกที่กลับมาจากสงครามต่างก็ได้รับการต้อนรับกลับบ้านที่ไม่ดีนัก แรมโบ้เองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ถูกปฏิเสธจากสังคม ซึ่งโดยตัวหนังเองไม่ใช่หนังแอ็กชั่นระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบที่เราจดจำในภาคหลังๆ นัก แต่เป็นหนังดราม่าแอ็กชั่นที่สะท้อนถึงผลกระทบจากสงครามโดยตรง แรมโบ้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพราะผลกระทบจากโรค PTSD ปลุกให้เขาหลอนคิดว่ายังอยู่ในสนามรบ แต่ในภาคต่อมาสตูดิโอคงไม่รู้จะเล่นใจความสำคัญนี้ต่อไปได้ยังไง จึงจับแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ให้แรมโบ้กลับมาเป็นนักรบเต็มตัวอีกที ซึ่งก็เป็นภาพติดตาคนในยุคต่อๆ มา กับ ผู้ชายสายโชว์กล้ามยิงธนูหัวระเบิด สะพายกระสุนปืนกลพร้อมสาดไม่ยั้ง

รีวิว Rambo 5: Last Bloodแต่การกลับมาในคราวนี้ของภาค 5 Last Blood ได้ลบภาพที่ผ่านๆ มาพร้อมกลับไปเป็นแรมโบ้คนเดิมในภาค แต่เป็นเวอร์ชั่นที่อายุมากขึ้น สุขุมมากขึ้น มีครอบครัวที่รัก ต่างกับภาคแรกที่เขาไม่เหลือใครเลย และถูกสังคมขับไล่ไสส่งจนต้องระเบิดออกมา ในภาคนี้เปิดเรื่องราวชีวิตที่ดูสงบสุขของแรมโบ้ มีครอบครัว มี Gabrielle หลานสาววัยรุ่นที่เลี้ยงมากับมือตั้งแต่ยังเด็กๆ จนเขาเหมือนเป็นพ่อจริงๆ ซึ่งพ่อแท้ๆ ทิ้งคุณไปตั้งแต่ยังเด็ก หนังพาไปพบกับชีวิตสงบสุขของแรมโบ้อยู่พักใหญ่ แต่ก็เผยให้มองว่าเขาต้องทานยากดอาการจากโรค PTSD อยู่เหมือนเดิม หนังใช้เวลาปูลงลึกให้เห็นถึงชีวิตบั้นปลายของแรมโบ้ที่ดูทีท่าว่าจะดีแล้ว ก่อนจะเริ่มเดินหน้าปมปัญหาที่ทำให้เกิดเหตุราวบู๊ล้างผลาญในเวลาต่อมา จากแก๊งค้ามนุษย์จากเม็กซิกันจับตัวหลานสาวเขาไปขายตัว ซึ่งแน่ๆว่าแรมโบ้ก็ตามผ่านพรมแดนไปช่วย

Rambo 5
Rambo 5
ช่วงเวลาที่แรมโบ้ตามหาหลานสาว หนังทำท่าว่าจะเหมือนกับหนังดัง Teken ในตอนแรก ที่พระเอกต้องตามไปล่าฆ่าล้างบางแก๊ง แต่หนังกลับหักมุมคนดูแบบ 360 องศา ให้แรมโบ้แปลงเป็นข้างโดนถลุงแทนโดยไร้ทางต่อสู้ ซึ่งดูแล้วเป็นอะไรที่ไม่เมคเซนส์นำมากๆ ว่าบุกเข้าไปทำไม จากนั้นจึงค่อยเริ่มเรื่องราวการล้างแค้นแบบโหดดิบเถื่อน ซึ่งช่วงที่แรมโบ้ลุยในเม็กซิโกนี่แอบคิดเหมือนกันว่าหนังปลุกแรมโบ้กลับมาได้ดี และมีแนวทางที่แตกต่างออกไปจากหนังแนวเดียวกันนี้อีกหลายเรื่อง ด้วยตัวละครที่โด่งดังยาวนานและปูมหลังที่น่าสนใจ รวมทั้งสไตล์การต่อสู้แบบทหารโหดๆ ถึงขนาดตัดหัว ซึ่งเราจะไม่ได้เห็นจากพวกหนังที่มีตัวเอกเท่ๆ ลุยเหล่าร้ายในปัจจุบันแน่ๆ

รีวิว Rambo 5: Last Blood ปิดตำนาน 40 ปีแรมโบ้นักรบเดนตาย 1
Rambo 5 ยังกลับมาระเบิดภูเขาเผากระท่อมอยู่เช่นเดิม
แต่แล้วหนังก็ใช้เวลาช่วงนั้นเพียงสั้นๆ ก่อนจะกลับไปยังเนื้อหารูปแบบเดิมๆ แรมโบ้กลับมาคิดแผนทำกับดักแบบอดีตกาลในบ้านเกิด หลอกล่อให้แก๊งพวกนี้มาติดกับ และใช้ความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ จัดการแก๊งค้ามนุษย์จากเม็กซิกันกลุ่มนี้จนหมดเกลี้ยง ซึ่งช่วงท้ายนี้การต่อสู้ดูง่ายดายไปหมด ตัวร้ายกรูกันมาตายโง่ๆ ต่างกับช่วงอยู่ในเม็กซิโกที่แรมโบ้แทบตาย จึงเปลี่ยนเป็นได้แค่ฉากที่ไว้แสดงให้คิดว่า แรมโบ้แบบเก่าเน้นระเบิดภูเขาเผากระท่อมยังอยู่นะ ซึ่งถ้าหนังเดินเรื่องโดยใช้แนวทางแบบช่วงเม็กซิโกไปจนจบ แรมโบ้ภาคนี้คงเป็นอะไรที่แตกต่าง และก็อาจจะกลับมาเป็นตัวละครสานต่อไปเรื่อยๆ ได้อีกด้วยซ้ำ

แต่การทำแรมโบ้ในแนวทางเดิมๆ ก็อาจจะไม่ผิดอะไร และเป็นความตั้งอกตั้งใจคืนจอของซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ที่เป็นทั้งดารานำและเจ้าของค่ายหนังเรื่องนี้ ด้วยอายุที่มากถึง 73 ปีแล้วคงไม่เหมาะจะยืดต่อไปอีก เจ้าตัวเลยตั้งอกตั้งใจทำเรื่องนี้เป็นภาคสุดท้าย และรวมผลงานที่ผ่านมาทั้งหมดไว้ในเรื่องนี้ ด้วยฉากเอนเครดิตที่รวมฉากสำคัญทุกภาคมาต่อกัน จาก First Blood ถึง Last Blood ปิดบทสรุปเรื่องราวไว้เพียงเท่านี้ครับ ซึ่งก็ถือว่าพอดีดี เป็นการปิดตำนานที่เหมาะสมแล้วเช่นกันครับ

House Arrest

เป็นปกติธรรมดาไปแล้วที่หนังใน Netflix จะเป็นเหมือนงานลองทำอะไรใหม่ๆ ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มตัวอย่างนั้นที่ Netflix อินเดียลองสร้างไอเดียหนังรักเล็กๆ ในที่ดินจำกัดกับการใช้เวลาในเรื่องเพียง 1 วันให้พระเอกนางเอกปิ๊งกันให้ได้ โดยเอาเรื่องราวของคนที่ป่วยเป็นโรค “ฮิคิโคโมริ” ขังตัวเองในห้องมาใช้เป็นเมนหลัก ซึ่งเป็นพล็อตที่เรียกว่าท้าทายแปลกๆ มากเหมือนกันกับการทำหนังรักในที่จำกัดให้คนดูคล้อยตามความรักของทั้งคู่ให้ได้

ด้วยไอเดียเริ่มพิลึกแบบนั้น ตัวหนังเองก็ต้องพิลึกตามไปด้วย หนังจึงใส่เรื่องราวคุณหนูมาเฟียเพื่อให้นร่วมอพาร์ทเมนท์ที่นำศพใส่ตู้เย็นสีชมพูหวานแหววมาฝากเขาไว้ โดยอ้างว่าไม่มีที่เก็บขอฝากไว้ก่อนไม่งั้นจะฆ่าปิดปากตามไปด้วย ก่อนที่เพื่อให้นซี้จะแนะนำนักข่าวสาวให้ไปทำข่าวเขามาลงสื่อ ซึ่งเรื่องคนที่เป็น ฮิคิโคโมริในอินเดียหาได้ยากมาก ก่อนจะมาประทับใจกับตัวตนของชายหนุ่มฮิคิโคโมริอินเดียคนนี้ที่มีชีวิตพิสดารไม่เหมือนใครจริงๆ แต่หารู้ไม่ว่าผู้ชายคนนี้กำลังซ่อนศพทุกวิถีทางไม่ให้คุณเจอในระหว่างทำการสัมภาษณ์ไปพร้อมกัน

หนังนำเสนอสองเรื่องชวนป่วนมาบรรจบกัน ซึ่งดูพล็อตมันก็ฮาได้แน่ๆ แต่อาจจะด้วยความที่หนังทำมาหลุดโลกแบบอินเดียที่คนไทยอาจจะไม่ได้คุ้นเคยนัก ประกอบกับหนังช่วงเริ่มแรกเสียเวลาปูนานอยู่ ทุกมุกที่หนังตบชงมาจึงได้แค่ขำนิดๆ แป๊กเยอะกว่า เอาว่าหนัง 90 นาทีดูไปสัก 40 นาทีนี่อาจจะเลิกดูปิดเลยก็ได้ แม้กระนั้นพอหนังเลยจุดที่วนเวียนเดิมๆ ในช่แวดวงสัมภาษณ์เริ่มแรกของนางเอก หนังเหมือนได้ไฟกระตุ้นให้ทำอะไรใหม่ๆ คือเริ่มมีอะไรเผ่านาให้น่าสนใจ อย่างความลับของนางเอกกับเพื่อให้นซี้จอมป่วน หรือการที่ตัวหนังเริ่มเผยสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมพระเอกถึงต้องขังตัวเองอยู่ในบ้านแบบงี้ ซึ่งพอช่วงหลังหนังเริ่มได้เผยอะไรมากขึ้น รวมกับเรื่องราวเริ่มป่วนมากขึ้นๆ มุกตลกเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ก็เป็นอะไรที่ดูเพลินๆ มีลุ้นกุ๊กกิ๊ก แถมด้วยความขำที่มากกว่าตอนแรกมาก รวมทั้งนางเอกในเรื่องที่สวยน่ารักแอบเย้ายวนเล็กๆ ตลอดเรื่อง ก็เป็นตัวช่วยดึงความสนใจให้ดูจนจบได้จริงๆ

ตัวละครสบทบในเรื่องช่วยสร้างสีสันรอยยิ้มและความฮาได้โอเคเลย ไล่ตั้งแต่ยามประจำบ้านพระเอกที่ต้องขอเซ็นต์ชื่อกับทุกคนก่อนเข้าไป เป็นมุกทำซ้ำที่ฮาแบบกวนๆ หน้าตายขำๆ ได้โอเคเลย รวมทั้งคุณหนูมาเฟียที่เอาแต่ใจสุดๆ ขัดไรคุณไม่ได้ก็ฮาใช้ได้ รวมทั้งบอดี้การ์ดประจำตัวคุณที่นิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่ได้ซีนพูดตอนจบที่ดี หรือแม้แต่ศพจากตอนแรกไม่ฮาเท่าไหร่ ก่อนที่หนังจะเฉลยความป่วนของศพเพิ่มในตอนหลังที่มีช็อตขำๆ เพี้ยนๆ ได้โอเคเลย ยกเว้นเพื่อให้นพระเอกที่ดูไม่เหมือนอินเดียแท้ๆ สักเท่าไหร่ และไม่ได้ให้บทตลกที่กับเขามากนัก แต่ก็เป็นตัวละครสำคัญหนึ่งที่ทำให้เรื่องราวช่วงหลังมีปมใหม่ๆ เพิ่มในเรื่องที่เล่นอยู่แต่ในห้องเดียวอย่างงี้

หนังขึ้นต้นด้วยศพในบ้านและก็จบลงด้วยศพในบ้าน พร้อมกับเรื่องราวอาการฮิคิโคโมริ ซินโดรม ที่เกิดจากจิตใจของพระเอกไม่ยอมก้าวผ่านพ้นอดีต หนังใช้ศพในห้องมาเป็นตัวคลี่คลายปมพวกนี้ได้อย่างพอดี คือเริ่มอาจจะงงๆ อืดๆ กับหนังเรื่องนี้ แต่ตอนจบรับรองว่ามีอมยิ้มไปกับความน่ารักของไอเดียบ้าบอนี้แน่ๆไม่มากก็น้อยครับ

 

เพราะหนังถือว่าเป็นแนวอินดี้ลองของ Netflix จึงขอเอาคะแนนจากเว็บ IMDB ที่คนโหวตจำนวนมากมาเทียบเคียงไว้เป็นตัวตัดสินใจด้วยละกันครับ

รีวิว House Arrest หนังรักกุ๊กกิ๊กของชายหนุ่ม "ฮิคิโคโมริ อินเดีย" ที่ซ่อนศพไว้ในบ้าน 2ตัวอย่างหนัง House Arrest ล็อกบ้านขังตัว

ฮิคิโคโมริ (Hikikomori) เป็นคำอธิบายถึงพฤติกรรมของคนที่ชอบเก็บตัว พยายามแยกตัวเองออกจากสังคม และไม่ชอบพบปะผู้คน รวมทั้งอาจไม่พูดคุยกับผู้อื่นเลยตรงเวลานาน ซึ่งอาจพูดได้ว่าพยายามทำตัวให้หายไปจากโลกความจริง ที่ผ่านพบคนที่มีอาการฮิคิโคโมริได้มากในญี่ปุ่น เพราะเหตุว่าสภาพสังคมและSystemการศึกษาที่ค่อนข้างเคี่ยวเข็ญให้คนในสังคมมีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้คนญี่ปุ่นหลายๆ คนเกิดความกดดันจนต้องการที่จะหลีกหนีออกจากสังคม โดยการเก็บตัวอยู่ด้านในห้อง เพื่อให้ที่ต้องการจะหลุดพ้นจากสภาวะกดดัน

Spinning Out สาวจิตสองขั้วไบโพลาร์ ฝ่าฟันฝันสู่สเกตน้ำแข็งโอลิมปิค

ก่อนอื่นขอแนะนำว่าให้ลองดูตัวอย่างซีรีส์เรื่องนี้ก่อน จะมองว่าเรื่องราวไม่ได้นำเสนอไปในทางหนังรักโรแมนติค แต่เป็นแนวดาร์คใกล้เคียงกับหนังเต้นบัลเล่ต์ชื่อดังอย่าง Black Swan ซึ่งเป็นเรื่องของความทุ่มเทในการเต้นให้เปอร์เฟ็กต์จนแปลงเป็นโรคจิตสองบุคลิก ใน Spinning Out ก็เป็นเรื่องราวทำนองเดียวกัน โดยนางเอกในเรื่องนี้เป็น “โรคไบโพลาร์ อารมณ์สองขั้ว” และเล่นเรื่องราวของคนเป็นโรคนี้อย่างจริงจังครบทุกอาการ ซึ่งในเรื่องไม่ได้อธิบายอะไรไว้มาก ตอนดูอาจจะไม่ทันคิดว่าที่นางเอกแสดงออกมาเป็นอาการของโรค เลยอยากให้อ่านอาการของคนเป็นโรคนี้สั้นๆ ก่อนครับ จะทำให้ดูแล้วเข้าใจพฤติกรรมของนางเอกชัดเจนขึ้น (นางเอกจะเป็นด้านมาเนียเยอะกว่าด้านซึมเศร้า)

อาการของโรคไบโพลาร์
อาการของโรคไบโพล่าร์
Spinning Out
Spinning Out
เรื่องราวโดยรวม
เรื่องราวเริ่มมาคือ “แคท” นางเอกของเรื่องที่เป็นนักกีฬาดาวรุ่งมีพรสวรรค์ ในระหว่างการแข่งขันคุณประสบอุบัติเหตุจากท่ากระโดดขั้นสูงหมุนตัว 3 รอบ จนเกือบเสียชีวิตคาสนามแข่ง 1 ปีผ่านไปคุณกลับมาเล่นได้อีกรอบ แต่ก็พบว่าคุณกลัวการเล่นท่าสำคัญนี้มาก จนทำให้ไม่สามารถกลับมาแข่งขันได้อีก ในขณะที่คุณคิดถอนตัวจากแวดวง แคทกลับได้รับคำเชิญจาก “ดาช่า” โค้ชชาวรัสเซียของ “จัสติน” ชายหนุ่มนักสเกตเจ้าเสน่ห์บ้านรวย ให้เปลี่ยนมาเล่นสเกตคู่กัน เพื่อให้กรุยทางไปสู่โอลิมปิค

อุบัติเหตุในตอนเริ่มเรื่อง Spinning out
อุบัติเหตุในตอนเริ่มเรื่อง
หนังพาไปให้เห็นการฝึกซ้อมเตรียมตัวก้าวสู่โลกของสเกตน้ำแข็งแบบมืออาชีพ โดยมีเป้าหมายไต่จากระดับเขต ประเทศ สุดท้ายคือการไปแข่งโอลิมปิค ที่ทุกอย่างต้องเปอร์เฟ็กต์ เป็นเรื่องของการเล่นแบบไร้ที่ติเท่านั้นถึงจะมีตัวตนอยู่ในแวดวงนี้ได้ ซึ่งแม้แคทจะมีพรสวรรค์มาก ในเรื่องถูกปูมาว่าชนะที่ 1 มาตลอดตั้งแต่เด็กไม่เคยพลาดการยืนบนโพเดียม กลับประสบอุบัติเหตุครั้งเดียวจนหลอน และไม่สามารถกลับมาเป็นคนเดิมได้เลย แถมไม่ใช่แค่อาการหลอนจากอุบัติเหตุ แต่โรคไบโพล่าร์ที่คุณเป็นอยู่หนักขึ้นด้วยจากอุบัติเหตุ ซึ่งโรคนี้เป็นกรรมพันธ์ุสืบต่อมาจากแม่ (เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคนี้จริง) ซึ่ง “เจนน์” แม่ของคุณในอดีตก็เป็นสาวนักแข่งสเกตน้ำแข็งมีความสามารถและพลาดหวังจากการไปโอลิมปิคมาเหมือนกัน โดยทั้งแคทและแม่ต่างปกปิดอาการไบโพล่าร์ไม่ให้ใครรู้ มีเพียง “เซรีน่า” น้องสาวของคุณเท่านั้นที่รู้ และตกอยู่ในปัญหาอารมณ์แปรปรวนของทั้งสองคนมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ทั้งเกลียดและรักแม่กับพี่ไปพร้อมกัน และคุณเองก็เป็นนักสเกตนำ้แข็งรุ่นเยาว์ที่มีทักษะอีกคน ทั้งยังยังถูกคาดหวังว่าจะเป็นตัวแทนของทั้งแม่และพี่สาวสู่เส้นทางนี้ให้สำเร็จ

เจนน์แม่ของแคท
แม่ยังสาวของนางเอกก็รับบทเด่นไม่แพ้กัน (เป็นไบโพลาร์ด้วย)
หนังนำเสนอปัญหาทางจิตใจของครอบครัวนางเอก ซึ่งทั้งแคทกับเจนน์ก็อาการหนักไม่แพ้กัน โดยต้องใช้ยา Lithium (ลิเทียม) กดอาการไว้ แต่ยาก็มีผลทำให้คุณไม่สามารถซ้อมแข่งได้อย่างที่คิด หนึ่งในผลข้างเคียงจากยาคือทำให้เหนื่อยง่าย ทำให้คุณต้องเลือกชีวิตระหว่างการเสี่ยงเป็นบ้าหรือจะเป็นนักกีฬาอาชีพที่ต้องฝึกซ้อมให้ได้ตามที่คิด จึงเป็นเรื่องราวด้านดาร์คของเรื่องนี้ ที่หนังนำเสนอออกมาหนักพอสมควร อาจจะไม่ถึงขั้นแบบนางเอกในหนัง Black Swan ที่เห็นเลยว่าหลอนจนบ้าจริง แต่ก็ทำให้คิดว่าคนที่เป็นโรคนี้ต้องพบกับความยากลำบากขนาดไหน ซึ่งไม่ใช่แค่การเล่นกีฬา แต่รวมทั้งการใช้ชีวิตในสังคมกับคนอื่น ซึ่งโรคไบโพล่าร์ส่งผลกระทบทำให้ทั้งคุณและแม่อยู่ในอาการที่เรียกตัวเองว่า “สมองพัง” จนยากที่คนปกติจะเข้าใจ หนังก็หยิบเอาปัญหาพวกนี้มาใส่ไว้เป็นอุปสรรคในเรื่องให้นางเอกกับแม่ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ (สองคนนี้มีบทถือว่าพอๆ กันเลย)

รีวิว Spinning Out สาวจิตสองขั้วไบโพลาร์ ฝ่าฟันฝันสู่สเกตน้ำแข็งโอลิมปิค 1ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้คงคิดว่าหนังหนักอึ้ง มีแต่มุมดราม่าเครียดๆ ซึ่งก็ใช่ส่วนหนึ่ง แต่ในส่วนของเรื่องราวหลักทั้งหมด Spinning Out ก็ยังเป็นหนังสร้างฝันด้านกีฬา ความรัก มิตรภาพทั้งเพื่อให้นและครอบครัว ที่ครบหมดด้วยเช่นกัน โดยเป็นเรื่องราวการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งความรักและความฝัน ในมุมแบบที่ดูแล้วได้ฟีลกู๊ดมีกำลังใจ ทำให้เห็นความพยายามของนางเอกในการเปลี่ยนแปพอดีเอง จากคนที่เล่นสเกตเดี่ยวปิดตัวเองจากโรคไบโพล่าร์ มาเล่นคู่กับชายหนุ่มรูปหล่อบ้านรวยที่มีพรสวรรค์ (เรื่องดูน้ำเน่าหน่อย) และต้องการคุณมาเป็นคู่ไปสู่โอลิมปิค ด้วยความที่นางเอกมีอารมณ์แปรปรวนคาดเดาไม่ได้ ก็เป็นปัญหาการเล่นสเกตคู่ที่เข้ากันไม่ได้ ทำให้พระเอกต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ให้คุณไปกันได้กับเขา (โดยที่ไม่รู้ว่านางเอกเป็นโรค) ส่วนนางเอกเองก็พยายามสะกดอาการโดยไม่พึ่งยา จนบางครั้งถึงกับต้องกัดแขนตัวเองจนเลือดออก เพื่อให้ให้หยุดอาการของโรคนี้ให้ได้ นอกจากนั้นก็ยังต้องพยายามเข้าใจตัวเองว่าคุณคิดกับเขายังไงกันแน่ ในฐานะคู่สเกตที่มักต้องเป็นคนรักกัน เพื่อให้ให้ไว้ใจเล่นท่าต่างๆ ออกมาดีที่สุด

โลกของกีฬาสเกตนำ้แข็งที่ลึกซึ้งและอันตราย
หนังเจาะโลกของกีฬาสเกตน้ำแข็งออกมาได้ละเอียดมาก มีกระทั่งคอร์สสอนการเข้ากันทางจิตใจ คนออกแบบท่าเต้น ความหมายของชุดใส่แข่งที่ต้องแมตช์กับเพลง เลเวลของท่าต่างๆ ที่นักกีฬาด้านนี้ต้องผ่านไปให้ได้ ซึ่งก็มีทั้งแบบเดี่ยวกับแบบคู่ ซึ่งทำให้คิดว่าโลกของสเกตน้ำแข็งไม่ใช่ง่ายๆ เลย แถมยังมีความอันตรายหลายอย่างจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตัวละครในเรื่องแทบไม่มีใครไม่มีปัญหาอาการบาดเจ็บ ซึ่งคงมาจากเรื่องจริงเพราะกีฬาชนิดนี้มีทั้งความเร็ว การทรงตัวบนพื้นนำ้แข็ง โดยที่ร่างกายปราศจากเครื่องป้องกัน รองเท้าสเกตเองก็เป็นอันตรายรังควานนักกีฬากลับมาได้ด้วย แถมความโหดของสเกตน้ำแข็งที่อันตรายไม่พอ ในแวดวงนี้ยังต้องการแต่คนที่เล่นได้อย่างเปอร์เฟ็กต์ทุกจังหวะตามเพลง ซึ่งดูแล้วกดดันมากทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้นางเอกซึ่งมีอาการกลัวจากอุบัติเหตุ และเป็นโรคไบโพล่าร์ด้วย ยิ่งเจอแต่ปัญหาหนักเข้าไปอีก

รีวิว Spinning Out สาวจิตสองขั้วไบโพลาร์ ฝ่าฟันฝันสู่สเกตน้ำแข็งโอลิมปิค 2ในส่วนการต่อสู้ของนางเอกให้ได้มาซึ่งความฝัน สนุก กดดัน และน่าติดตามตลอดเรื่อง แต่เสียแค่ว่าตอนจบของเรื่องหนังผ่านการแข่งรอบสุดท้ายไปแล้วตัดจบ ทำให้รู้สึกผิดหวังเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นไคลแม็กซ์สุดท้ายตามแบบหนังกีฬาที่ตอนจบต้องสนุกลุ้นสุดของเรื่อง แต่ในระหว่างเรื่องมีฉากสวยและทรงพลังให้ได้ดูมากพอสมควร และด้วยการเล่นจริงเป็นส่วนใหญ่ของนางเอก Kaya Scodelario ทำให้แต่ละฉากที่ออกมาดูเรียลสมจริง ไม่ได้เป็นแบบใช้ดาราตัวแทนมาเล่น รวมทั้งพระเอก Evan Roderick ที่เล่นจริงด้วยเช่นกัน เข้าใจว่าดาราในเรื่องตัวหลักน่าต้องผ่านคอร์สสเกตมาอย่างหนักเพราะหนังเล่นมุมกล้องขณะเล่นสเกตในแบบที่ตัวแสดงเล่นแทนไม่ได้แทบทั้งเรื่องครับ

หน้าที่ของตัวละครสมทบ
ด้วยความที่เป็นซีรีส์จึงมีการแตกย่อยเรื่องราวไปยังตัวละครสมทบอื่นๆ ซึ่งก็มีบทมีเรื่องราวการไล่ตามฝันแยกกันไป ไม่ใช่มีโลกของสเกตน้ำแข็ง (มีสกีเสริมมาด้วย) ซึ่งถ้าดูแล้วหลายตัวละครเหมือนพยายามยัดเผ่านาอย่างจงใจให้มีบทเรียกคนดูหลายกลุ่มเพิ่มเติม อย่างตัวละครชายหนุ่มผิวดำที่หลงรักนางเอก ก่อนจะแตกใจความสำคัญไปเรื่องราวปัญหาสีผิวส่วนตัวเข้าไปอีก หนังจึงดูพยายามจับปลาหลายมือกับตัวละครสมทบจนมากเกินไป ทั้งๆ ที่เรื่องราวของครอบครัวนางเอกกับเพื่อให้นร่วมแวดวงก็น่าจะเยอะมากแล้ว ถือว่าเป็นจุดบอดของเรื่องที่ดูไปอาจจำเป็นต้องเบื่อกับบทตัวละครสมทบพวกนี้อยู่บ้าง ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องราวที่เพิ่มมาไม่ใช่โลกของสเกตน้ำแข็งตามที่คนดูต้องการจริงๆ ด้วย

สรุปความน่าสนใจของ Spinning Out
รีวิว Spinning Out สาวจิตสองขั้วไบโพลาร์ ฝ่าฟันฝันสู่สเกตน้ำแข็งโอลิมปิค 3เป็นซีรีส์แนวกีฬาที่ทำออกมาดีมากทั้งในแง่คุณภาพการถ่ายทำ ดาราหนัง บทที่พาไปเจาะลึกโลกของกีฬาสเกตน้ำแข็งที่สวยงามและอันตรายมากไปพร้อมกัน รวมทั้งการที่วางเรื่องราวเป็นสายดาร์คเกี่ยวกับการต่อสู้กับจิตใจตัวเองของคนเป็นโรคไบโพล่าร์ ที่ดารานางเอกกับแม่ตีบทแตกมากทั้งสองขั้ว (อารมณ์ดีจนเหมือนคนบ้ากับหดหู่ดิ่งจนน่ากลัว) รวมทั้งเรื่องราวความรักแอบลุ้นมีฟิน เหมือนหนังรักดีๆ ได้เลย ถึงจะน้ำเน่าไปบ้าง แต่สิ่งที่ลดความสนุกของเรื่องไปมากคือการสร้างเนื้อเรื่องให้ตัวละครสมทบมากจนเกินไป แถมความคิดว่ามีเป็นการยัดเยียดเผ่านาตามสูตรสำเร็จที่ไม่มีการพลิกหักมุมอะไรก็แล้วแต่ทำให้เรื่องราวดูน่าเบื่อกับตัวละครพวกนี้อยู่หลายตัว แต่ก็ยังถือว่าโดยรวมยังพอรับได้ครับ

Vampires

เรื่องราวโดยย่อ
Vampires (Netflix) เริ่มเรื่องราวด้วยการเกริ่นนำเรื่องราวของแวมไพร์เกี่ยวกับ แวมไพร์มีอยู่จริง หลบซ่อนอยู่ในสังคมเราแบบลับ ๆ อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มคอมมิวนิตี้หนึ่ง โดยมีกฏว่า ต้องเชื่อฟังคำสั่งของคอมมิวนิตี้แค่นั้นทุกคนอยู่ในคำสั่งใต้คำบรรชาทั้งหมดยกเว้น ครอบครัวราเดสกุ ซึ่งก็คือกลุ่มครอบครัวตัวละครหลักของเรา

 

รีวิวซีรีส์ Vampires (Netflix) ความจำเจกับการเล่าเรื่องเดิม ๆ 1

โดยรวมซีรีย์ดำเนินเนื้อเรื่องได้ดี เล่าเรื่องได้เรื่อย ๆ ไม่เนือยหรือน่าเบื่อจนเกินไป ตัวซีรีย์เล่าเรื่องได้เร็ว แต่จะไม่บอกเรื่องราวทั้งหมดออกมาเลย จะค่อย ๆ เผยปมอย่างช้า ๆ ให้เราได้ติดตามกัน แต่ข้อเสียหลัก ๆ ของซีรีย์นี้คือมัน cliche ซ้ำซากจำเจ ไม่ได้มีความแปลกใหม่อะไรเนื้อเรื่องอย่างงี้เราเคยเห็นมาแล้วอย่างมาก ตามภาพยนต์และซีรีย์ทั่ว ๆ ไป ถ้าดูแบบไม่คาดหวังอะไร ก็ดูได้เรื่อย ๆ บทไม่ได้แย่ถึงขั้นเราต้องปิดหนีแต่ก็ไม่ได้ดีจนถึงขั้นเราต้องเชิดยก

*สปอยโดยย่อของเนื้อเรื่อง*
ซีรีย์เริ่มเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวโดอิน่า ในช่วงตอนต้นตัวคุณมีผื่นขึ้นรอบ ๆ ข้อพับของคุณ ร่างกายดูเหนื่อยล้า อ่อนแอ พี่ชายคนรองจึงแนะนำให้คุณหยุดกินยา เพราะพี่ชายคุณเองก็หยุดกินยาเช่นกัน มันก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อตัวพี่ชาย และนั้นคือสาเหตุที่คุณเริ่มหยุดกินยา ทำให้ผืนรอบตัวคุณก็ได้หายไปแล้วแต่การเลิกยาของคุณส่งผลต่อตัวคุณต่างกับพี่ชาย โดยคุณเริ่มมีพละกำลังต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น และในที่สุดด้านที่เป็นแวมไพร์ของคุณก็ตื่นขึ้นมา คุณไม่สนใจอาหารมนุษย์ คุณเริ่มสนใจในเลือด แต่สิ่งที่ทำให้คุณต่างจากแวมไพร์ทั่วไปคือคุณสามารถโดนแสงแดดได้
เรื่องราววุ่นวายมากขึ้นเมื่อคุณเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ คุณได้ไปกัดเพื่อให้นจากโรงเรียนของคุณ ซึ่งคุณเอสก็แอบชอบคนๆนั้น ตัวซีรีย์ทำให้เราคิดว่าพวกคุณทั้งคู่ต่างสนใจกันและกันอยู่ แต่ในขณะเดียวกันตัวโดอิน่า ก็ได้รับความสนใจจากเลดิสลัส ชายแปลกหน้าที่ปรากฏตัวพร้อมยื่นจดหมายจากคอมมิวนิตี้มาให้ โดยชายคนนั้นคือลูกของตระกูลแวมไพร์ตระกูลหนึ่งที่เป็นศัตรูกับครอบครัวของคุณ

นอกจากเรื่องราวกลุ่มนี้แล้ว ยังมีความวุ่นวายต่าง ๆ ภายในเรื่องต่าง ๆ ทั้งเรื่องกลุ่มคอมมิวนิตี้แวมไพร์กลุ่มนี้ ความพิเศษของเลือดนางเอกที่สามารถรักษาและช่วยเหลือแวมไพร์ได้ ประวัติพ่อของโดอิน่าเรื่องการวิจัยเซลล์ความเป็นอมตะที่มีการโผล่เผ่านาในตอนท้าย แต่ถึงจะมีหัวข้อต่าง ๆ เผ่านาเพิ่มในเรื่องอย่างมาก เนื้อเรื่องก็ไม่ได้ทำให้เราสนใจที่จะติดตามเนื้อเรื่องต่อสักเท่าไหร่ เพราะอย่างที่บอกมันไม่ได้แปลกใหม่

การตีความแวมไพร์ในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ต่างจากการตีความเชื้อไวรัสของเหล่าซอมบี้เสียทีเดียว ในซีรีย์เล่าว่าแวมไพร์กำเนิดมาจากการระบาดของโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้คนที่ติดเชื้อ โดนแสงแดดและกินได้แต่เลือด  คอมมิวนิตี้นี้จะมีผู้อาวุโสเป็นแวมไพร์ที่อายุมากสุดในกลุ่มเป็นหัวหน้าของกลุ่มแวมไพร์นี้ โดยในเรื่องเล่าว่าตัวผู้อาวุโสคุณเองก็สามารถถูกแสงแดดได้เช่นกัน คุณตั้งอกตั้งใจว่าจะว่าส่งต่ออำนาจการดูแลเหล่าแวมไพร์ในนางเอกแต่ถูกขัดขวางจากแวมไพร์คนหนึ่งที่เป็นศัตรูกับครอบครัวนางเอก และในตอนท้ายพวกศัตรูนั้นก็ถูกเผาทั้งเป็น และกลุ่มคอมมิวนิตี้นี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทุกคนกระจายตัวออกไป

รีวิวโดยรวม *มีการดึงเนื้อเรื่องมาบางส่วน
รีวิวซีรีส์ Vampires (Netflix) ความจำเจกับการเล่าเรื่องเดิม ๆ 2

ซีรีย์เริ่มมาเล่าถึง โดอิน่า ราเดสกุ เด็กสาวอายุ 17 ปีเรียนอยู่ในโรงเรียนไฮสคูลทั่วไป แต่ครอบครัวคุณมีความลับซ่อนอยู่คือครอบครัวคุณเป็นแวมไพร์ จะเริ่มเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงจากมนุษย์เปลี่ยนไปเป็นแวมไพร์ของคุณ เนื้อหาในซีรีย์ถูกเล่าผ่านตัวละครครอบครัวของคุณเป็นหลัก

การตีความแวมไพร์ในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ต่างจากการตีความเชื้อไวรัสของเหล่าซอมบี้เสียทีเดียว ในซีรีย์เล่าว่าแวมไพร์กำเนิดมาจากการระบาดของโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้คนที่ติดเชื้อ โดนแสงแดดไม่ได้และดื่มได้แต่เพียงเลือดแค่นั้นกลุ่มติดเชื้อพวกนี้จึงรวมตัวกันเป็น คอมมิวนิตี้

ตลอดทั้งซีซั่นการดำเนินเนื้อเรื่องแบบเล่าไปเรื่อย ๆ มีการพยายามเพิ่มความรู้สึกตื่นเต้นให้กับผู้รับชมผ่านการใช้เสียง ใช้ซาวด์ดนตรี มุมกล้องให้มันดูกดดัน น่าตื่นเต้นบ้างในบางจังหวะ แต่เท่าที่ดูแล้วตัวซีรีย์ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอินไปกับเนื้อเรื่องเลย กลับกันยังทำให้ความน่าสนใจในเรื่องราวลดน้อยลงไปอีกรีวิวซีรีส์ Vampires (Netflix) ความจำเจกับการเล่าเรื่องเดิม ๆ 3

ทางด้านตัวละคร ตัวละครในซีรีย์ ยังพอมีความน่าสนใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้น่าติดตามเหมือนในหนังแวมไพร์เรื่องอื่น ๆ เสียเท่าไหร่ แน่ๆว่าความเป็นแวมไพร์ มันยังคงมีความลุ่มหลง มัวเมา และมืดมน เรื่องนี้เองก็มีเช่นกัน เนื้อเรื่องก็ไม่ได้พยายามสร้างความแตกต่างจากหนังแวมไพร์ที่เคยมีมา ยังคงมีแนวความรักวัยรุ่น การขยายอำนาจ และการคงอยู่ของเหล่าแวมไพร์

การเปลี่ยนแปลงความเป็นมนุษย์กับแวมไพร์ของโดอิน่า เราก็จะเห็นการเปลี่ยนผ่านจากคนไปสู่แวมไพร์ในซีรีย์ ไม่ได้มีการทำใหม่ เล่าใหม่อะไร ระหว่างที่เราดูการดำเนินเรื่องเราก็สามารถเดาเรื่องราวต่อ ๆ ไปได้ไม่ยาก ในมุมมองความรักของซีรีย์เรื่องนี้ก็ไม่ได้หวือหวาโรแมนติกอะไรมาก มันแอบมีความคลุมเครือเสียด้วยซ้ำ การพยายามปกปิดตัวตนของนางเอก กับเพื่อให้นก็เป็นอะไรที่ดูเฉย ๆ เดาได้ และตัวซีรีย์เองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับในส่วนนี้นัก จะเน้นไปที่เรื่องราวแวมไพร์ของคอมมิวนิตี้ และครอบครัวมากกว่า

ตัวละครบางตัวก็มีเอกลักษณ์ บุคลิกที่แตกต่างกันไปจนเราสามารถจดจำได้ ว่าใครเป็นใคร แต่ในขณะเดียวกัน เราไม่รู้สึกอินหรือเอาใจช่วยตัวละครใดใดในซีรีย์เลย เพราะความไม่แปลกใหม่อีกเช่นกัน นอกจากนี้ความข้องเกี่ยวในครอบครัวตัวหลัก ก็มีความเดียวดีเดียวร้ายตลอดเวลา บางตอนก็จะตีกัน สมุทราะกัน แต่บางตอนก็รักกันจนเราเองก็งง ๆ ว่าจริง ๆ แล้วครอบครัวนี้รักกันจริงรึเปล่า?

เนื้อเรื่องหลัก ๆ โดยรวมทั้งซีซั่น ยังไม่จบดี ยังมีปมปริศนาที่ค้างคาเอาไว้ให้ได้ติดตามกันต่อไปในซีซั่นหน้า โดยรวมเรื่องราวของบท ตัวละคร มันไม่ได้แปลกใหม่หรือมีความน่าสนใจอะไรมากนัก นั้นถือเป็นความน่าเสียดายหลัก ๆ ของซีรีย์เรื่องนี้ ใครที่ไม่ชอบเนื้อเรื่องแนว ๆ แนะนำให้ปล่อยผ่านไปได้เลย แต่ใครที่ชอบในเรื่องราวเกี่ยวกับแวมไพร์ก็สามารถดูได้ เพราะเนื้อเรื่องมันไม่ได้แย่ขนาดจนต้องปิดจอหนี ยังคงมีความกลาง ๆ อยู่ที่สามารถดูได้แบบผ่าน ๆ

Alien: Covenant – ‘สู่รากเหง้าของความสยองในจักรวาลแห่งเอเลี่ยน’ (2017)

หลังพาเราเดินทางพร้อมคำถามสุดยิ่งใหญ่ว่า ‘ใครเป็นผู้สร้างมนุษย์?’ และ ‘เอเลี่ยน แท้จริงแล้วมาจากไหน?’ ใน Prometheus ผู้กำกับ Ridley Scott ก็กลับมาสู่โลกอันน่าสะพรึงที่ตนเองสร้างขึ้นอีกครั้งใน “Alien: Covenant” ที่เล่าเรื่องราว 10 ปีต่อมาหลังจากเหตุการณ์ใน Prometheus เมื่อ ดร. Elizabeth Shaw และหุ่นแอนดรอยด์ David ตัดสินใจเดินทางข้ามดวงดาวเพื่อออกตามหาดาวของ ‘ผู้สร้าง’ ก่อนที่จะหายสาบสูญไปในจักรวาลและใน Covenant นี้มันมีเนื้อหาที่จะเชื่อมโยงไปสู่หนัง Alien (1979) ซึ่งสิ่งที่ Covenant ทำได้ดีคือการเป็นภาคต่อที่มีการเฉลยปริศนาหลายข้อที่ค้างคาใน Prometheus โดยที่ยังทำหน้าที่กับการขยายจักรวาลของหนังแฟรนไชส์นี้ไปสู่ทิศทางใหม่ๆ ควบคู่กับการดึงเอาอารมณ์ความสยองขวัญแบบดั้งเดิมของตนกลับมาให้แฟนๆได้ใจหายใจไม่ทั่วท้องกันอีกครั้ง

 

Alien: Covenant” เล่าเรื่องราวของตัวละครกลุ่มใหม่บนยานอวกาศโคเวแนนท์ ลูกเรือและมนุษย์อีก 2,000 คนบนยานลำนี้กำลังหลับลึกอยู่ในภาวะจำศีล โดยมีภารกิจคือการเดินทางไปยังดาวออริเก-6 อันห่างไกล ณ อีกฟากหนึ่งของกาแล็กซี ซึ่งเหล่าผู้ตั้งถิ่นฐานหวังที่จะสร้างฐานที่มั่นแห่งใหม่ให้แก่มนุษยชาติ แต่ด้วยอุบัติเหตุบางอย่างทำให้เหล่าลูกเรือต้องถูกปลุกขึ้นมาก่อนเวลา พร้อมการค้นพบสัญญาณลึกลับที่ถูกส่งออกมาจากดาวเคราะห์อันห่างไกลที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะการการตั้งถิ่นฐานคล้ายโลก

 

Oram และ Daniels เป็นผู้นำทีมลงไปสำรวจดาวดวงนี้และค้นหาต้นตอของสัญญาณปริศนา ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สวยงามดั่งสรวงสวรรค์ ความสยองก็จู่โจมเข้ามาหาลูกทีมโคเวแนนท์อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่ดุร้าย ทรงพลัง และยากจะต่อกร รวมถึงการมาของคำตอบที่ดำมืดเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้

 

 

 

หาก ‘Prometheus’ เป็นการเปิดเผยให้เราได้รู้ว่าโลกของหนังชุดนี้มีประเด็นที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่กับการมาพร้อมคำถามถึงการกำเนิดมนุษย์ ‘ผู้สร้าง’ และ ‘ผู้ถูกสร้าง’ การมาของ “Alien: Covenant” แม้จะไม่ได้มีประเด็นปรัชญาอะไรใหม่ๆที่น่าตื่นเต้นชวนตะลึงแบบนั้น แต่มันก็เป็นจิ๊กซอว์ที่เข้ามาเติมคำตอบมากมายที่หนังภาคก่อนหน้านี้สร้างไว้ที่ดีและมันก็เป็นดั่งผลงานที่พาเรากลับไปสู่รากเหง้าความสยองชวนลุ้นระทึกแบบที่ปรากฏในหนัง Alien (1979) และ Aliens (1986)

 

ตัวละครหุ่นแอนดรอยด์เป็นตัวละครสำคัญในหนังแฟรนไชส์ชุดนี้มาตลอดทุกภาค แต่ภาคนี้มีความแตกต่างตรงที่มันมาพร้อมบทบาทที่สั่นสะเทือนหนังทั้งเรื่องได้รุนแรงที่สุด ทั้งยังเข้ามาช่วยขยายประเด็น ‘ผู้สร้าง-ผู้ถูกสร้าง’ ให้แตกยอดออกไปได้อีก (ห่วงโซ่เบื้องต้นที่เรารับรู้มาในหนังภาคก่อนหน้านี้ก็คือ : เอ็นจิเนียร์ >> มนุษย์ >> แอนดรอยด์) เรามักคิดเสมอว่าในหนังชุดนี้ ‘เอเลี่ยน’ เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด แต่ Covenant ก็ตอกเราให้หน้าหงายไปเลยกับการบอกว่ามันยังมีสิ่งที่อันตรายและน่าสะพรึงยิ่งกว่านั้นมาก

 

 

 

หนังมีรายละเอียดมากมายที่ชวนให้นำมาคิดต่อหลังดูจบและได้สังเกตกัน นับตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่สะท้อนภาพของความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ผู้สร้าง-ผู้ถูกสร้าง’ ที่เป็นไปในทางที่อีกฝ่ายถูกกำหนดให้ทำได้เพียงรับใช้อีกฝ่ายเพียงอย่างเดียว, เพลง Take Me Home, Country Roads (John Denver) ที่มีนัยยะที่น่าเศร้าแฝงอยู่ในที่มาของเสียงเพลงนี้ เมื่อเราได้รับรู้ชะตากรรมของตัวละครหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับมัน (ยิ่งเมื่อมองไปถึงท่อนเพลงที่ว่า Country roads, take me home, To the place I belong), ฉากตัวละคร David สอน Walter เป่าขลุ่ย ที่เป็นดั่งภาพสะท้อนของฉากที่ David เล่นเปียโนให้คุณ Weyland ฟัง แตกต่างกันตรงที่ฉากเป่าขลุ่ยเป็นในแนวการถ่ายทอดความรู้ แต่ฉากเปียโนให้ความรู้สึกว่าแอนดรอยด์ถูกกดขี่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีทางสมบูรณ์ได้เทียบเคียงมนุษย์ (สังเกตจากการเคลื่อนกล้อง มันอาจจะรวมไปถึงเป็นฉากการโชว์เทคนิกพิเศษในการถ่ายทำที่ใช้นักแสดงคนเดียวกับบทบาท 2 ตัวละครด้วยก็ได้), ฉากห้องวิจัยของ David ถ้าสังเกตดีๆจะพบภาพวาดไข่เอเลี่ยนที่ใช้เป็นโปสเตอร์สำหรับประชาสัมพันธ์วัน Alien Day ปี 2017 นี้ด้วย

 

นอกจากนี้ก็คือคลิปหนังสั้นในชื่อ ‘The Crossing’ ที่เล่าเรื่องราวของ ดร. Elizabeth Shaw และ David ที่สตูดิโอ Fox ปล่อยออนไลน์ออกมาให้ชมก่อนหนังออกฉายทั่วโลก ความยาว 3 นาทีนั้นมีเพียงบางฟุตเตจของมันเท่านั้นที่ปรากฏในตัวหนังฉบับเต็ม ซึ่งส่วนตัวชอบที่หนังเลือกใช้มาเป็นบางส่วน เพราะมันทำให้จังหวะหนังกระชับขึ้น

 

 

 

ฝั่งนักนักแสดง แม้ Katherine Waterston จะแสดงได้เหมาะกับหญิงแกร่งจำเป็นในการต่อกรกับเอเลี่ยน แต่ส่วนตัวก็ยังคงมองว่ายังน่าจดจำน้อยกว่า Noomi Rapace ใน ‘Prometheus’ (อาจเพราะเจ๊ Rapace มีฉากผ่าตัดที่สุดจะตราตรึงด้วย) แต่รายที่เด่นที่สุดก็คือ Michael Fassbender ในบทหุ่นยนต์ที่ไร้อารมณ์ แต่แผ่รังสีอำมหิตชวนน่าขนลุกปกคลุมหนังไปทั้งเรื่อง และที่โดดเด่นไม่แพ้กันก็คือ James Franco กับบทบาทที่ “ร้อนแรง” และสำคัญที่สุดของเรื่อง!!

 

โดยสรุป “Alien: Covenant” หนังจากความโหดที่จัดมาสมเรท R แล้ว (ฉากเอเลี่ยนในห้องพยาบาลเป็นอะไรที่น่าตื่นตระหนกมาก) หนังยังมีงานด้านโปรดักชั่นต่างๆที่น่าชื่นชม หนังประสบความสำเร็จในการทำให้เรารู้สึก ‘หดหู่’ กับชะตากรรมตัวละครฝ่ายมนุษย์และสร้างความน่าตื่นเต้นได้ดีในฉากเอเลี่ยนแบบที่สมการรอคอย แม้การเล่าเรื่องในช่วงแรกจะเอื่อยๆไปบ้าง แต่สิ่งที่น่าปรบมือที่สุดก็คือบทสรุปของหนังภาคนี้ที่เหมือนลุง Ridley Scott ได้บอกใบ้กับเราว่าเรื่องราวในหนัง ‘Alien’ ทั้ง 4 ภาคเก่านั้น มันอาจเป็นเพียงแค่เสี้ยวเหตุการณ์หนึ่งของจักรวาลอันยิ่งใหญ่ที่น่าสะพรึงนี่เท่านั้น เพราะความรู้สึกสุดท้ายหลังหนังจบลงก็คือหนังยังสามารถแตกหน่อเรื่องราวออกไปได้อีกมากกับการเล่าเรื่องที่เป็นไปได้ทั้งสเกลเล็กหรือใหญ่ ซึ่งแฟนๆยังคงต้องตั้งตารอคอยต่อไป!

Blade Runner 2049

ไม่ต้องพิรี้พิไร นอนให้พอผ่านองก์แรกของหนังได้ก็พอ เพราะที่เหลือคือความสุดยอดของเรื่องราว ในขณะที่ตัวหนังทั้งเรื่องเองคืองานมาสเตอร์พีซทั้งภาพเสียงดีไซน์ ซึ่งในหลายซีนอาจยกให้เป็นนวัตกรรมใหม่ของหนังไซไฟได้เลยด้วย

เล่าความรู้สึกก่อนดูก่อนเลย เป็นคนแพ้ทางหนังของ เดนิส วิลล์เนิฟ ผู้กำกับที่รับไม้สานต่อตำนานไซไฟจาก ริดลีย์ สก็อตต์ ผู้กำกับภาคแรกเมื่อ 35 ปีก่อนมาก คือหนังของแกก่อนหน้าไม่ว่าจะมาแนวไหน ทั้งสืบสวนระทึกขวัญ ทั้งอวกาศไซไฟ ผมหลับหมดมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ ยิ่งตัวหนัง Blade Runner (1982) ฉบับดั้งเดิมก็เป็นอะไรที่เดินเรื่องนิ่ง ๆ เงียบ ๆ ชวนหลับเป็นสไตล์อยู่แล้ว พอรู้ซ้ำเข้าไปว่าหนังยาว 2 ชั่วโมง 43 นาที ตรงนี้รู้สึกตัวเลย ไม่รอดแน่ ๆ งานนี้

แต่!! ไม่ผิดคาดเลย คือหนังยังคงรักษาเอกลักษณ์ความนิ่งงันของโลกอนาคตได้อย่างดี แต่ที่เพิ่มคือ จินตนาการใหม่ ๆ ต้องยอมรับว่าล้ำมาก พวกของไฮเทคในอนาคต ทั้งแฟนสาวโฮโลแกรมที่ชวนไปนึกถึงหนังอย่าง Her (2013) ทั้งข้างของเครื่องใช้แบบที่รู้สึกได้ว่าว้าว ทั้งฟังก์ชั่นและดีไซน์ พระเอกที่เอาคนดูอยู่ก่อนการเล่าเรื่องจะทำงานเต็มสูบตั้งแต่หนังเปิดเรื่องก็คือ งานโปรดักชั่นทั้งหลายนี่เอง

งานภาพของ โรเจอร์ ดีกินส์ ผู้เคยเข้าชิงออสการ์มาถึง 13 ครั้ง คราวนี้ถือว่าโอกาสคว้ารางวัลสูงมาก ๆ ทีเดียว (ไปรู้จักตัวตนของเขาได้จากบทความของเราอันนี้ครับ รู้จัก Roger Deakins ตากล้อง Blade Runner 2049 ผ่าน 13 ผลงานที่เคยชิงออสการ์) ต้องยอมรับล่ะว่า การวางเฟรมภาพ (โดยเฉพาะการออกแบบมาเพื่อให้โรงไอแม็กซ์) ทำให้แต่ละซีนดูน่าสนใจ มันสวย และดูเร้าดวงตาเราให้มองนู้นมองนี่ได้ตลอดเลย ซึ่งก็ต้องชมพ่วงไปถึงงานโปรดักชันอาร์ตดีไซน์ของหนังด้วย ที่วางพร็อพรวมทั้งฉากต่าง ๆ ได้มีรายละเอียดโลกอนาคตแบบไซเบอร์พังก์ให้ชวนมองได้ตลอด ทั้งยังดูแปลกใหม่โดยไม่ทิ้งจักรวาลเดิมในปี 1982 จนความคิดว่ามีเป็นหนังคนละเรื่อง ตรงนี้รวมกันต้องบอกว่ามันได้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการนำเสนอโลกไซไฟอย่างมีนัยยะสำคัญมาก ๆ ครับ อยากให้ลองไปชมโดยเฉพาะฉากเลิฟซีน กับฉากการต่อสู้สุดท้ายที่หาคำบรรยายมาอวยยากครับ แต่มัน โห ว้าวจริง ๆ

อีกหนึ่งอาวุธที่ถูกนำมาใช้คือเสียงเพลง งานนี้ได้ตัวพ่ออย่าง ฮานส์ ซิมเมอร์ มาควบคุมร่วมกับ เบนจามิน วอลฟิสช์ คลื่นลูกใหม่ที่มีผลงานปีนี้ไม่ธรรมดาทั้งใน It และ Dunkirk ด้วย เพลงช่วงส่งภาพมากเหมือนกันครับ โดยเฉพาะยิ่งพวกฉากใหญ่ ๆ โชว์แลนด์สเคปโลกอนาคตยิ่งใหญ่สมจอไอแม็กซ์ที่มีองค์ประกอบแปลกใหม่ชวนตื่นตาตื่นใจ เข้าใจเลยว่าทำไมต้องพึ่งความสามารถของสองคนนี้

มาถึงส่วนหลักที่เราอยากเอ่ยถึงมาก ๆ ในเรื่องครับ นั่นคงไม่พ้นการเล่าเรื่องนี่ล่ะ เพราะมันต้องแบกรับความยิ่งใหญ่ระดับตำนานของภาคแรกที่จะว่าไปก็ยาก เพราะคนยุคใหม่ที่เคยดูคงมีไม่มาก พวกยุคนั้นที่เคยดูแล้วลืมและจากนั้นก็มากเช่นกัน แต่โจทย์ใหญ่พวกนี้ ก็ได้รับการแก้ไขอย่างยอดเยี่ยม เอาของเก่าอย่าง แฮร์ริสัน ฟอร์ด มาร่วมในไทม์ไลน์ของตัวละครใหม่อย่าง ไรอัน กอสลิ่ง ได้ให้ความรู้สึกแบบตอน เจ.เจ. แอบรัมส์ มาปลุก Star Trek (2009) ให้กลับมาจากความตายสู่กระแสหลักได้อีกทีเลย

แต่ปัญหาก็มีล่ะครับ คือช่วงแรกของหนัง เราติดตามผ่านสายตาของ เค (ไรอัน กอสลิ่ง) ตำรวจเบลดรันเนอร์ที่ได้รับภารกิจตามเก็บมนุษย์เทียมผิดกฏหมายทั้งหลาย แล้วในคดีหนึ่งทำให้เขาต้องสืบสวนลึกลงไปเจอปมปริศนาต่อ ๆ ไปราวมีคนวางไว้จนจากคดีเล็ก ลามแปลงเป็นเรื่องราวใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์มนุษย์ได้เลย แต่ก่อนที่ปมปัญหาจะก่อร่างเป็นตัวได้ชัดให้เราอยากรู้คำตอบนั้น มันก็ใช้เวลาพอสมควร พูดตรง ๆ คือแอบง่วงเหมือนกัน ถึงแนะนำว่าต้องทนผ่านสักครึ่งทางไปให้ได้ครับ พอต่อติดกับปมปริศนาแล้วคราวนี้โคตรลุ้น โคตรระทึกเลย ไม่มีหลับแล้วแน่ๆ

ตัวละครที่ยอมรับเลยว่าดีงามมาก ทำให้หนังทรงพลังขึ้น นอกจากตัวหลักที่แทบกราบในความสามารถอยู่แล้วทั้ง ไรอัน กอสลิ่ง กับ แฮร์ริสัน ฟอร์ด รวมทั้งตัวร้ายทรงอำนาจซึ่งแสดงโดย จาเร็ด เลโต กับหุ่นสาวจอมโหดคู่กายที่แสดงโดย ซิลเวียร์ โฮคส์ ก็เป็นตัวขับขั่วตรงผ่านให้หนังตื่นเต้นดูน่าเอาใจช่วยตัวหลัก จนแอ็คชันฉากไคลแม็กส์นี่เกร็งจิกเบาะได้เลยครับ

อีกตัวละครที่เปี่ยมสีสันจนต้องขอเอ่ยถึงเลยคือ จอย โปรแกรมแฟนสาวที่ได้ เอนา เดอ อาร์มัส  แสดง ก็มีส่วนสำคัญนอกไปจากเสน่ห์ทางรูปลักษณ์ที่ตรึงสายตาผู้ชมทุกครั้งที่ปรากฏตัวแน่แล้ว ในการยกใจความสำคัญปรัชญาสำคัญของหนังในเรื่อง ของจริง-ของปลอม/ สิ่งที่มีอยู่จริง-ไม่มีอยู่จริง/ ความจริง-ความลวง ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตรงนี้เป็นคีย์ใหญ่ของหนังที่สืบมาจากตั้งแต่งานดั้งเดิมเลยครับ เพราะมีหลักสำคัญมนุษย์จริงกับมนุษย์เทียมเป็นพื้นอยู่แล้ว แต่ภาคนี้ขยี้ได้สุดกว่ามาก แม้ด้านสัญญะในภาพอาจไม่ได้ฉูดฉาดเว่อวัง แต่โดยเนื้อโดยแก่นของตนมันสมฐานะหนังปรัชญาไซไฟชั้นสูงจริง ๆ ครับ

สุดท้ายก็อยากฝากว่า ควรหลีกเลี่ยงสปอยล์ก่อนไปชมครับ เพราะมันพลิกได้อ้าปากหวอถึงสองสามรอบเลยทีเดียว จริง ๆ หนังก็ยังเปิดช่วงให้โต้เถียงกันได้เยอะหลังหนังจับครับ แต่ไปเก็บรายละเอียดมาเองจะเถียงกับเพื่อให้นสนุกกว่า 555